Minister of  Defence
*
เพื่อให้กระทรวงกลาโหม สามารถปฏิบัติภารกิจ ที่รับผิดชอบ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ รมว.กห. จึงกำหนด นโยบาย ๕ ประการ ให้ทุกส่วนราชการของ กห. นำไปปฏิบัติ

การแถลงข่าว
เรื่องข้อตกลงระหว่าง กห.-มท.
เมื่อวันอังคารที่ ๖ พ.ย.๔๔, ๑๕๐๐
ณ ห้องแถลงข่าว ในศาลาว่าการกลาโหม

-----------------------------------

โฆษก กห. วันนี้ผมได้รับมอบหมาย ให้มาแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบถึง ความคืบหน้าของข้อตกลง ของ กห.กับ มท. รวมทั้งจะชี้แจงข้อสงสัย ให้กับสื่อมวลชน เพื่อไปชี้แจงให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบโดยทั่วกัน

ข้อตกลงของ กห.กับ มท.นั้น ได้ทำกันมานานแล้ว อย่างที่รับทราบโดยทั่วกัน แล้วว่า มีมาตั้งแต่ รศ.๑๒๔ แล้ว ได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันอยู่ระหว่าง การดำเนินการแก้ไข ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีข่าวกระทบกับสถาบันทหาร และกองทัพพอดี
ผมขอชี้แจงว่า ตามข้อตกลงนั้น เนื่องจากทหารกับตำรวจ เป็นผู้ที่ต่างก็มีความรับผิดชอบ ในการทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน กล่าวคือ ทหารมีหน้าที่ในการป้องกันประเทศ ภารกิจหลักในสมัยอดีตคือ การป้องกันประเทศ จนกระทั่งปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้กำหนดว่ามีหน้าที่ ๖ ประการ คือหน้าที่ในการป้องกันประเทศ การปกป้องชาติ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาระบอบประชาธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติ และการพัฒนาประเทศ
ตำรวจ มีหน้าที่รักษาความสงบภายใน สรุปแล้วอาชีพทั้งสอง มีความคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งทหาร และตำรวจนั้น เป็นผู้ที่ถืออาวุธ เพราะฉะนั้นข้อตกลงดังกล่าว จึงเป็นข้อตกลงที่มีขึ้น เพื่อให้เกิดความรักความเข้าใจ และอยู่กันอย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรี
วันนี้ พล.ท.ชูชาติ สุดสงวน ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ รมว.กห. จะได้มาชี้แจงในรายละเอียด ให้กับพี่น้องสื่อมวลชนได้รับทราบ ผมขอย้ำว่าข้อตกลงดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ทหารมีสิทธิ์เหนือกว่าประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราเพ่งเล็งไปที่ข้าราชการ ชั้นผู้น้อยคือระดับพลทหาร ซึ่งพลทหารนั้นก็คือ ลูกหลานของพี่น้องประชาชน ที่เข้ามารับราชการเป็นทหาร ซึ่งเมื่อปฏิบัติหน้าที่ผิดไปบ้าง ก็อาศัยสารวัตรทหาร และ นธน. ช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ขอเชิญ พล.ท. ชูชาติ สุดสงวด ได้ชี้แจงเรื่องนี้ครับ

พล.ท.ชูชาติ ตามที่โฆษก กห. ได้ชี้แจงให้ทราบแล้วว่า ระหว่าง กห.กับ มท.นั้น มีข้อตกลงระหว่าง กห. กับ มท. เรื่องการปฏิบัติและประสานงานเกี่ยวกับกรณีที่ทหารตกเป็นผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหาในคดีอาญา พ.ศ.๒๔๙๘ ข้อตกลงนี้ไม่ใช่ข้อตกลงที่เพิ่งเริ่มทำ ทำมาตั้งแต่ ร.ศ.๑๒๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่มาของเรื่องนี้คือ ในสมัยนั้นเห็นว่าทหารกับตำรวจนั้น เป็นกำลังพลที่ถืออาวุธ และมีการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่คาบเกี่ยวกัน บางครั้งซ้ำซ้อนกัน ที่ตั้งของหน่วยอาจอยู่ใกล้เคียงกัน ที่สำคัญคือตำรวจนั้น เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย อาญา มีหน้าที่ในการระงับ ปราบปรามการ กระทำผิดกฎหมาย

ในกรณีที่ทหารกระทำการ ที่ผิดกฎหมายขึ้น การดำเนินการระหว่างทหารกับตำรวจ อาจจะเกิดการกระทบกระทั่ง กันได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีการทำข้อตกลงระหว่างกันขึ้น ทั้งนี้เพื่อวางแนวการปฏิบัติ ระหว่างกันเพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน บนพื้นฐานของเกียรติภูมิ และสอดคล้อง ในการปฏิบัติตามกฎหมาย
ข้อตกลงเหล่านี้ ได้มีมาจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๙๘ จึงได้มีการยกร่างขึ้นมาเป็นข้อตกลง ระหว่าง กห. กับ มท.และได้มีการแก้ไขมา ๔ ครั้ง ตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสังคม มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ได้มีการ นำมาแก้ไขปรับปรุงอีกครั้งหนึ่ง มี มท.เป็นเจ้าของเรื่อง โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้แทน กห. ผู้แทน มท. ผู้แทน สำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนจาก สตช. ดำเนินการ และได้ยกร่างขึ้นมา ทราบว่า เป็นข้อตกลงระหว่าง กห. กับ มท. ๑ ส่วน และเป็นข้อตกลงระหว่าง กห. กับ สตช.อีก ๑ ส่วน
สำหรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทหาร ขณะนี้ร่างดังกล่าวได้ส่งมาให้ทาง กห. เพื่อให้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้แก่ เหล่าทัพต่าง ๆ พิจารณาให้ความเห็น ในส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะเสร็จสิ้น ในการจัดทำข้อตกลงที่ช้าก็เพราะเป็นเรื่องของการ จัดทำที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ เกี่ยวกับการปฏิบัติ เมื่อทำข้อตกลงขึ้นมาแล้วก็จะเป็นกรอบ ที่จะต้องถือปฏิบัติต่อกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และจะเป็นบรรทัดฐาน เพราะฉะนั้นจึงมีการดำเนินการกันอย่างรอบคอบให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้พิจารณา ในทุกประเด็น ถ้าหากจะมองว่า ข้อตกลงเหล่านี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีต่อไปหรือไม่ ตราบใดที่ทหารและตำรวจยังถืออาวุธ ตราบใดที่ยังมีการปฏิบัติที่จะต้องถือปฏิบัติต่อกัน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีข้อตกลงแบบนี้
สำหรับในข้อตกลงในปัจจุบัน จะเห็นว่า รัฐธรรมนูญได้รองรับสิทธิของผู้ต้องหาว่า สามารถที่จะแต่งตั้งทหาร หรือให้ผู้ที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวน ฟังการสอบ ปากคำได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เป็นความจำเป็นที่จะต้องมีข้อตกลงนี้ต่อไป เพราะว่าคดีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ๙๐ % จะเป็นคดีของทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นผู้ที่ยากจน และมาประจำการห่างไกลจากภูมิลำเนา และครอบครัว บุคคลเหล่านี้ เมื่อต้องหาคดีอาญา คงจะไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างทนายได้ และคงหาใครที่เป็นผู้ไว้วางใจที่เหมาะสมไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ที่จะต้องดำเนินการให้เขาได้รับสิทธิตาม รัฐธรรมนูญ คือจัดนายทหารไปร่วมฟังการสอบสวน ทั้งนี้รวมถึงกรณีที่ตกเป็น ผู้เสียหายในคดีอาญาด้วย
ถ้าจะถามว่า ข้อตกลงนี้ สร้างอภิสิทธิ์อะไรให้กับทหารหรือไม่ จะเห็นว่าทหารนั้นเป็น บุคคลที่แปลก คือแปลกตรงความรับผิดชอบ นอกจากจะรับผิดชอบเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้ กฎหมายของบ้านเมืองเหมือนกับประชาชนทุกคนแล้ว ทหารยังเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้ กฎหมายของทหาร นอกเหนือจากประชาชนธรรมดาอีกด้วย ถ้าหากว่ามีข้อตกลงแล้ว ทหารไม่ปฏิบัติก็มีความผิด เพราะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ปฏิบัติ เป็นความผิดทางอาญาทหาร จะเห็นว่าข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้สร้างอภิสิทธิ์ อะไรให้กับทหาร เพราะทหารยังถูกตรวจค้น ถูกจับกุม ถูกคุมขังได้ ตามกฎหมายทุกอย่าง เพียงแต่มีขั้นตอนที่ละมุนละม่อม และลดโอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งที่จะเป็นเหตุ ให้ลุกลามใหญ่โตไป ที่สำคัญที่สุด เป็นการสร้างแนวทางการปฏิบัติให้เป็นแนวทาง เดียวกัน บนพื้นฐานความสอดคล้องของกฎหมาย และการให้เกียรติระหว่างทหาร กับตำรวจ และในข้อตกลงระหว่างทหารกับตำรวจนั้น มีการตกลงกันได้ครบถ้วนถูกต้อง ไม่เคยมีปัญหาอะไร
เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้คิดว่า ข้อตกลงที่ปรับปรุงขึ้นใหม่นี้ เป็นข้อตกลงที่สมบูรณ์ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้คณะทำงานของ มท. กำลัง ดำเนินการอยู่

สื่อมวลชน ข้อตกลงที่มีการเปลี่ยนแปลงได้แก่อะไรบ้าง
พล.ท.ชูชาติ ฯ ขณะนี้คงยังตอบไม่ได้นะครับ เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องที่ส่งมาให้แต่ละส่วนราชการ ไปพิจารณาและให้ความเห็นเพิ่มเติม แต่เมื่อส่งกลับมาแล้วรวมเป็นร่างที่สมบูรณ์คงจะมี การนำออกแถลงให้เห็นชัด ๆ ขณะนี้อยู่ในขั้นดำเนินการเท่านั้น เป็นขั้นที่จะพิจารณา และเสนอแนะ ซึ่งผมคิดว่าถ้าสื่อมวลชนมีความเห็นที่จะเสนอแนะอย่างไรก็เสนอมา ทางที่คณะทำงาน มท. ก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน

สื่อมวลชน ส่วนหนึ่งในเรื่องของข้อตกลงมีขั้นตอนหรือไม่
พล.ท.ชูชาติ ฯ ขั้นตอนของกฎหมายมีความสมควรแก่เหตุอยู่แล้ว ถ้าหากว่าได้เวลาพอสมควรแล้วยัง ไม่มอบตัว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อไป เพราะถ้าไม่มอบตัวโดยไม่ สมควรแก่เหตุ เห็นว่าเป็นการหลบหนีแน่ ๆ

สื่อมวลชน สื่อมวลชน ในเรื่องของการจับกุมผู้ต้องหา กักขัง หมายถึงว่าทหารถ้าได้รับโทษต้องไปอยู่ที่เรือนจำ มทบ.๑๑ ซึ่งอยู่ในส่วนของทหารที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน ตรงนี้มองว่าเป็นการ ไม่เท่าเทียมกันหรือไม่
พล.ท.ชูชาติ ฯ ถ้าจะมองในแง่ไม่เท่าเทียมกัน ก็ต้องเห็นว่าทหารนั้นหนักกว่า เพราะ ที่เรือนจำ มทบ.๑๑ ไม่ใช่แค่ต้องโทษจำคุก ผิดวินัยก็นำไปขังที่นั่นได้ ซึ่งไม่มีข้าราชการประเภทใดเลยที่ ผิดวินัยแล้วต้องติดคุก จะเห็นว่าที่เรือนจำ มทบ.๑๑ เป็นสถานที่ราชการสื่อมวลชน สามารถเข้าไปหาข่าวและข้อเท็จจริงได้

สื่อมวลชน หมายความว่ายังไม่มีการแก้ไขให้ทหารไปจำคุกพลเรือน
พล.ท.ชูชาติ ฯ เรื่องนี้เป็นเรื่องการรับตัวผู้ต้องหามาควบคุมไว้ในส่วนของทหาร ซึ่งคงจะเป็นประเด็น ที่คณะทำงานหลาย ๆ ฝ่ายต้องพิจารณาร่วมกัน

สื่อมวลชน หล่าทัพจะประชุมกันก่อนที่จะไปหารือกับ มท.ใช่หรือไม่
พล.ท.ชูชาติ ฯ ขณะนี้คณะทำงานได้ส่งเรื่องมาให้พิจารณาร่วมกันแล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีความก้าวหน้าไป มากพอสมควร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบ และชัดเจนในการปฏิบัติเพราะเป็น เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ ทั้งของผู้ต้องหาและตำรวจ รวมถึงผู้เสียหายด้วย

สื่อมวลชน สำหรับกรณี ว่าที่ ร.ต.ดวงเฉลิม ฯ ถือว่าใช้เวลาพอสมควรจะที่ถือได้ว่าหลบหนีหรือไม่
พล.ท.ชูชาติ ฯ คงไม่ต้องพิจารณาแล้ว เพราะมีการออกหมายจับเนื่องจากมีการหลบหนี

สื่อมวลชน ทางอาญาทหารการหลบหนีเช่นนี้ถือว่ามีความผิดสามารถปลดออกจากราชการหรือ ตั้งกรรมการสอบได้เลยหรือไม่
พล.ท.ชูชาติ ฯ สักครู่จะมีการชี้แจงในเรื่องนี้

สื่อมวลชน ข้อตกลงใหม่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้าง
พล.ท.ชูชาติ ฯ มีการพิจารณาในทุกเรื่องเพราะจะมีการเปลี่ยนข้อตกลง กห.กับ มท. เป็นข้อตกลง ระหว่างส่วนราชการใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพราะอยู่ในระหว่างการดำเนิน การรวบรวมความเห็นของทุกฝ่าย

สื่อมวลชน หากถึงวันที่ ๑๒ พ.ย.๔๔ แล้ว จะมีการปลดฐานหนีราชการหรือไม่
พล.ท.ชูชาติ ฯ การปลดทหารต้องมีหลักเกณฑ์ ซึ่งการบังคับบัญชาของทหารมี ๒ มาตรการ คือ มาตรการตามกฎหมาย และมาตรการในการบริหารของผู้บังคับบัญชาที่จะใช้ การปลด เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจในการบริหาร ซึ่งกรณีนี้ก็เช่นกัน

สื่อมวลชน จริงหรือไม่ที่บอกว่าถ้าเป็นคำสั่งแก้ไขได้ง่าย แต่ถ้าเป็นข้อตกลงแก้ไขได้ยาก ซึ่งทหาร อยากให้เป็นเช่นนั้น
พล.ท.ชูชาติ ฯ ไม่จริงครับ อะไรก็แก้ไขได้ ถ้าหากมีความจำเป็น

รอง โฆษก กห. ผมขอสรุปให้ทราบว่าการแก้ไขข้อตกลงระหว่าง กห. กับ มท. อยู่ในระหว่างการ ดำเนินการ โดยยึดถือตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ชี้แจงไป แล้วน่าจะมีความชัดเจน และทำเพื่อให้เกิดความสงบสุข ความรักความสามัคคีที่สำคัญ ที่สุดคือเกิดประโยชน์แก่พี่น้องทหารกองประจำการเกิน ๙๐ %

-----------------------------------------------------------------


Up บน