๑. การทูตทหาร
โดยการใช้ศักยภาพของหน่วยทหารทุกระดับ สร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อยุติความขัดแย้ง และนำมาซึ่งสันติภาพในภูมิภาค

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ พลเอก สุง กวงไข่ รองประธาน กรมเสนาธิการใหญ่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ รวมทั้งเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยน ความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย และกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน โดยได้ สนทนาเกี่ยวกับการซ่อมบำรุง/ปรับปรุงยุทโธปกรณ์ ที่กองทัพไทยซื้อจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเชิญนายทหารจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์ การฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งเป็นการฝึกระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๔ ปลัดกระทรวง กลาโหม และ พลเอก สุง กวงไข่ ได้เป็นประธานร่วม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายดำเนินงานการแลกเปลี่ยน และความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย กับกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ซึ่งที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในประเด็นด้านความมั่นคง ได้แก่ปัญหาการก่อการร้าย การให้ความ ช่วยเหลือประเทศอาเซียน โดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน การให้การสนับสนุนนโยบายจีนเดียวของไทย และนโยบายด้านการป้องกันประเทศ ในเชิงป้องกันของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน นอกจากนี้ได้มีการ หารือเรื่องการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือเกี่ยวกับการเยือน การส่งเสริมงานด้านการข่าวกรอง การฝึกศึกษา การส่งกำลังบำรุง การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วิทยาศาสตร์การป้องกันประเทศ การประชุมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศมิตรภาพ ความมุ่งหวังในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ร่วมกัน รวมทั้ง เป็นการแสวงหาความร่วมมือทางทหารระหว่างกันให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้ว ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ได้ให้การต้อนรับ นาย Andre Hollis รอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ด้านการปราบปรามยาเสพติด โดยได้สนทนาเกี่ยวกับมาตรการใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของไทย ซึ่งผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ได้กล่าวขอบคุณสหรัฐ อเมริกา ที่ได้สนับสนุนการฝึกเกี่ยวกับ การปราบปรามการลักลอบขนยาเสพติด ให้แก่กองทัพไทย และได้ขอให้สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน ในการจัดระบบหน่วยข่าวกรองในพื้นที่ กองทัพภาคที่ ๓ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจ ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่าสหรัฐอเมริกา มีความสนใจแนวทางและโครงการ ในการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติดของไทย เนื่องจากปัญหายาเสพติดของสหรัฐอเมริกาและไทย มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกา เห็นว่าไทยสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๖ มีนาคม ๒๕๔๕ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานในการเปิดสัมมนายุทธศาสตร์การ บริหารการจัดการความมั่นคงชายแดน ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายทหารระดับสูงของสหภาพพม่า พร้อมด้วยคณะ เดินทางมาเข้าร่วมฟังการสัมมนา
๗ มีนาคม ๒๕๔๕ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - กัมพูชา ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี
กองบัญชาการทหารสูงสุด โดยกรมแผนที่ทหาร ได้ดำเนินการปักปันหลักเขตแดนทางบก ตลอดแนวชายแดน ไทย-ลาว บริเวณพื้นที่ จังหวัดเชียงราย - อุบลราชธานี ซึ่งในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้จนสุดแนวเขตทางบกที่บริเวณจุด ช่องบก ใกล้สามเหลี่ยมมรกต จังหวัดอุบลราชธานี รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ ๑,๘๐๐ กิโลเมตร 
กองทัพบก ได้ให้การสนับสนุน กองทัพบกราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา จำนวน ๓ หลักสูตร รวม ๔ ที่นั่ง การศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศ ดังนี้
-- หลักสูตรหลักประจำ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ห้วงการศึกษา ตุลาคม ๒๕๔๔ - กันยายน ๒๕๔๕ จำนวน ๑ ที่นั่งการศึกษา (นายทหารสัญญาบัตร)
-- หลักสูตรนายสิบอาวุโสเหล่าปืน ณ โรงเรียนปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ห้วงการศึกษา ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔- ๒๙ มกราคม ๒๕๔๕ จำนวน ๒ ที่นั่งการศึกษา (นายสิบ)
-- หลักสูตรนายสิบอาวุโสเหล่าม้า ณ โรงเรียนทหารม้าศูนย์การทหารม้า ห้วงการศึกษา ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๔ - ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๕ จำนวน ๑ ที่นั่งการศึกษา (นายสิบ)
กองทัพบก ได้ให้การสนับสนุน กองทัพบกราชอาณาจักรกัมพูชา ในการซ่อมสร้างและตรวจค้น/เก็บกู้ ทุ่นระเบิดเส้นทางหมายเลข ๔๘ จังหวัดเกาะกง ระยะทาง ๑๕๙ กิโลเมตร โดยหน่วยทหารช่างเฉพาะกิจ สรุปผล การปฏิบัติงานในปัจจุบัน สามารถถากถางเขตทางได้ ๑๑๐ กิโลเมตร, ก่อสร้างคันทางได้ ๘๑ กิโลเมตร , สร้างสะพานได้ ๒๒ แห่ง , สร้างสะพานท่อได้ ๑๑ แห่ง , วางท่อลอดได้ ๖๐ แห่ง และเก็บกู้กับระเบิด/ทุ่นระเบิดได้ ๑,๓๐๒ ลูก/ทุ่น คิดเป็นผลงานโดยรวม ๔๘.๓๙% ของโครงการทั้งหมด
ผู้บัญชาการทหารเรือและคณะ ได้ร่วมประชุมองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ซึ่งการประชุมดังกล่าวเป็นการ เสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือมิตรประเทศ โดยได้จัดให้มีการหารือเพื่อ นำไปสู่ความร่วมมือทางสันติภาพร่วมกัน
กองทัพเรือ ได้ให้การต้อนรับเรือรบ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา จำนวน ๓ ลำ ได้แก่ USS KITTY HAWK , USS CURTIS WILBUR และ USS GARY ในโอกาสที่เข้าจอด ณ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างการเยี่ยมเยือนเมืองท่าของเรือรบ และร่วมการฝึกร่วม/ผสมกับกองทัพเรือมิตรประเทศ กองทัพอากาศ ได้จัดเครื่องบินขนส่ง ๑๙ / ก จำนวน ๒ ลำ , เครื่องบินขนส่ง ๑๘ / ก / ข / ค จำนวน ๒ ลำ และ เครื่องบินขับไล่ฝึกแบบที่ ๑ (L ๓๙) จำนวน ๒ ลำ บินเดินทางไปเยือน กองทัพอากาศสิงคโปร์ (GOODWILL VISIT) ระหว่าง ๑๑ - ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๔
พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้แทนของรัฐบาล พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม กองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ ประจำติมอร์ตะวันออก (กองกำลัง UNTAET) และตรวจ เยี่ยมกองกำลังรักษาสันติภาพ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์ตะวันออก ซึ่งการเดินทางดังกล่าว เป็นการเยือนติมอร์ตะวันออก โดยฝ่ายการเมืองระดับสูงของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ทำให้สหประชาชาติมีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีนโยบาย สนับสนุนสหประชาชาติอย่างจริงจัง
กองทัพไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวางแผนการฝึกขั้นสุดท้าย ในการฝึกคอบร้าโกลด์ ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนสปาร์ค ระหว่าง ๑๔ - ๑๘ มกราคม ๒๕๔๕ มีประเทศต่าง ๆ จำนวน ๑๔ ประเทศ ( จีน ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย รัสเซีย มองโกเลีย ตองกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และกัมพูชา) ส่งผู้สังเกตการณ์ จำนวน ๔๕ คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ ส่งผลให้เกิดการกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพของประเทศดังกล่าว แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งยกระดับการสร้างสันติภาพในภูมิภาคให้สูงขึ้น
กองบัญชาการทหารสูงสุด เชิญผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ร่วมงานมหกรรมดนตรีเพื่อ สันติภาพแห่งโลก ในวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๔๕ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง กองทัพไทยกับกองทัพมิตรประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อนุมัติให้จัดผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด เป็นจุดประสานระดับชาติกับ Director of Re gion al Cen ter for Peace and Dis ar ma ment in Asia and the Pacific (RCPD), UN Department of Disarmament Affairs (UNDDA) เพื่อการติดต่อ และประสานข้อมูล ในการจัดทำยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการจำกัด การควบคุม การลด และการค้า อาวุธขนาดเล็กและอาวุธเบา ซึ่งจะนำไปใช้ปฏิบัติในระดับภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิค ตามแผนปฏิบัติการสหประชาชาติ
กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้กำหนดสถานะและท่าทีของกองบัญชาการทหารสูงสุดเพื่อการพิจารณา ลงนามของประเทศไทย ต่ออนุสัญญาเกี่ยวกับการใช้อาวุธอันตรายเกินความจำเป็น หรือก่อให้เกิดผลโดยไม่จำกัดเป้าหมาย (Convention of the Prohibition or Restrictions on the Use of Certain Conventional Weapons Which May be Demand to be Excessively Injurious or to Have Indiscriminate Effects : CCW) ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติ
กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ ๑ ได้จัดกำลังจากกองพันที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๙ จัดเป็นกองกำลังที่ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์ตะวันออก ผลัดที่ ๕ ซึ่งประกอบด้วย กองบัญชาการกองพัน, ๑ กองร้อยสนับสนุน, หน่วยแพทย์ระดับ ๒, ชุดควบคุมกำลังรบพิเศษ และ ๒ กองร้อยทหารราบ รวม ๓๕๐ นาย ทำการผลัดเปลี่ยนกับกองกำลังที่ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์ตะวันออก ผลัดที่ ๔ นอกจากนี้กองทัพบก ได้จัดกำลังจากกรมฝ่ายเสนาธิการ ไปทำหน้าที่ผู้แทนชาติไทย ประจำกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติ ในติมอร์ตะวันออก (Thai Na tion al Command Element to UNTAET PKF : THAT NCE/UNTAET) จำนวน ๕ นาย โดยกำลังพลดังกล่าว จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับกำลังผลัดที่ ๕ ตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
เรือรบมาเลเซีย จำนวน ๔ ลำ ชื่อ KD LEKIU , KD PERKASA และ KD GEMPITA เรือรบสหรัฐอเมริกา ๑ ลำ ชื่อ USS BLUE RIDGE และ เรือรบสิงคโปร์ ๒ ลำ ชื่อ RSS VALOUR และ RSS BRAVE เข้าเยี่ยมจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนการเยือนเมืองท่าของเรือรบ รวมทั้งการฝึกร่วม/ผสมกับกองทัพเรือมิตรประเทศ
คณะนายทหารศูนย์ภาษากระทรวงกลาโหมกัมพูชา จำนวน ๔ นาย นำโดย พันเอก Dok Sopha ผู้อำนวยการศูนย์ ภาษาต่างประเทศและความรู้ทั่วไป ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมดูงานของศูนย์ภาษาเทคนิค สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทหารกลาโหม ซึ่งคณะนายทหารศูนย์ภาษากระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้มีความสนใจ รูปแบบการเรียนของกระทรวงกลาโหมไทย โดยเฉพาะการเรียน ภาษาอังกฤษทางอินเตอร์เน็ต และการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองเป็นอย่างมาก ซึ่ง ทางกัมพูชายังไม่เคยมีหลักสูตรการเรียนการสอนลักษณะเช่นนี้มาก่อน จึงมีความต้องการ ติดต่อประสานขอคำแนะนำจากฝ่ายไทย และอาจพัฒนาถึงขั้นการแลกเปลี่ยนครูสอนภาษา ระหว่าง ทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต ถือได้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดี กับประเทศเพื่อนบ้าน ก่อให้เกิดความร่วมมือ ในอันที่จะส่งเสริมความมั่นคง ให้เกิดขึ้นในภูมิภาค
|