คำชี้แจงของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
จากการให้สัมภาษณ์ เมื่อ ๑๐ มิ.ย.๔๕ เวลา ๐๘๔๕ ณ สโมสร ทบ.
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ชี้แจงคำว่า รัฐกันชน ว่า เป็นความคิดเป็นยุทธศาสตร์ทางทหารในสมัยสงครามเย็น เป็นความพยายามของเราที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาต่าง ๆ เข้ามาเกิดในบ้านเมืองของเรา หลังจากสงครามเย็นมาแล้ว ความคิดอย่างนี้ก็เปลี่ยนไป เพราะโลกเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีพรมแดน ไม่มีศัตรู มีแต่ความเป็นมิตร และการแข่งขันกัน เพื่อสร้างสรรค์ความเจริญให้เกิดขึ้นกับภูมิภาคหรือกับโลก แม้กระทั่งกับประเทศของตัวเอง ประเทศไทยหลังจากผ่านสงครามเย็น ก็มีการปรับตัว เรามีความคิดว่า ต้องการให้ประเทศรอบบ้านในกลุ่มอาเซียนนี้ เป็นประเทศที่มีการพัฒนา และมีความก้าวหน้าไปพร้อมกับประเทศไทยเรา ในภูมิภาคนี้จะมีประเทศหนึ่งประเทศใด เป็นเสมือนหลุมบ่ออยู่ไม่ได้ เพราะจะเกิดปัญหา
พล.อ.ชวลิต ฯ กล่าวอีกว่า อย่างในวันนี้ บางประเทศเพื่อนบ้านของเราก็มีปัญหา มียาเสพติด แรงงานเถื่อน หรืออาญชากรรมข้ามชาติ หลั่งไหลเข้ามา นี่คือสิ่งที่เป็นความจริง ที่ประเทศไทยเราทำมา หลังสงครามเย็น 20 ปีที่ผ่านมา เราดำเนินการอย่างนี้มาตลอด เห็นได้จาก เราช่วยประเทศกัมพูชามีการปรองดองกันในชาติ ทำให้มีการรวมตัวกัน หรือการช่วยจีนเป็งของมาเลเซีย ให้มาพบกับ รมว.มหาดไทย ที่หาดใหญ่ ตั้งแต่นั้นมา มาเลเซียก็ไม่มีการก่อการร้าย หรือการช่วยลาวในทุกด้าน มีการเคลื่อนย้ายสิ่งที่จะทำให้กระทบกระเทือนถึงกันทั้งหมดออก ช่วยเวียดนามทุกอย่างที่จะทำได้ สมัยก่อนเราเรียก การปฏิบัติการนอกเขตแดนนี้ว่า การปฏิบัติการในพื้นที่ระวังป้องกัน ซึ่งมองแล้ว เหมือนการกระทำที่ไม่ดี แต่ในวันนี้จะมีอยู่ในรูปของการข่าว ซึ่งประเทศไทยไม่เคยไปวางสิ่งนี้รอบบ้าน แต่ประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะมีการเข้ามาวางในประเทศเราก็ได้ ซึ่งวันนี้เราก็รู้ว่ามีใครเข้ามาอยู่ที่ใด แต่เราเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็อย่าประพฤติอะไรที่เป็นภัยกับบ้านเรา
พล.อ.ชวลิต ฯ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรี รู้ดีและได้สั่งการไปแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่า การปฏิบัติการนอกเขตแดนของเราที่ในวันนี้จึงไม่มีอีกแล้ว ซึ่งทางการทหารเรียกสิ่งนี้ว่า การทูตทางการทหาร เป็นงานหนึ่งในเบญจวิถี ซึ่ง 5 งานที่กองทัพได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่รัฐบาลนี้ ได้ก้าวเข้ามารับผิดชอบ ซึ่งนายก ฯ ก็ทราบดีและสนับสนุนสิ่งนี้ นั่นคือการสร้างความสัมพันธ์ความผูกพันกับประเทศเพื่อนบ้าน นำไปสู่การร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาให้ประเทศเพื่อนบ้าน พื้นที่ทั้งสองฝั่ง เพื่อความเจริญก้าวหน้า และความอยู่ดีกินดีด้วยกันทั้งหมด ซึ่งคนที่ไม่รู้เรื่อง ก็ชอบนำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาพูด ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า ท่านนายก ฯ ทราบเรื่องเหล่านี้ดี
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการถกเถียงกันว่า รบนอกประเทศดีกว่ารบในประเทศ รมว.กห.กล่าวว่า นั่นเป็นความคิดของคนล้าหลัง และไม่เข้าใจสถานการณ์โลก ขณะนี้อยากให้โลกเป็นหนึ่งเดียว มีไมตรีมีสันติ แต่ก็ยังคิดถึงเรื่องส่วนตนในการป้องกันประเทศ ซึ่งไร้สาระ ความมั่นคงดีที่สุด ร.5 พระราชทานไว้เป็นหลักการ 3 ข้อ คือ1. การพูดจาอย่างเป็นมิตรไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน 2. มีกำลังทหารที่เพียงพอในการทำภาระหน้าที่ ในกรณีที่มีความจำเป็น3. ใช้การปกครองที่เป็นธรรม
พล.อ.ชวลิต ฯ ยืนยันว่า ขณะนี้ไม่มีรัฐกันชน แม้กระทั่งความคิด ไม่เช่นนั้นจะเข้าไปช่วยทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน เกิดความสงบสุขได้อย่างไร และเรื่องนี้ก็มีการกำหนดไว้ใน เบญจวิถี แล้ว คำว่า รัฐกันชนเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้ว จะไปบอกว่าให้ยกเลิกได้อย่างไร เมื่อถามว่า สหรัฐจะเข้ามาสนับสนุน เอสเอสเอ ได้หรือไม่ พล.อ.ชวลิต ฯ กล่าวว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศอื่น ๆ นั้น ตนคิดว่า สหรัฐคงไม่ทำอย่างนั้น เพราะเป็นประเทศใหญ่ เป็นมหาอำนาจ และเป็นผู้จัดระเบียบโลกอยู่แล้ว ในทุกวันนี้ที่มีข่าวว่าสนับสนุน ก็เป็นเพียงข่าว ส่วนการสนับสนุนชนกลุ่มน้อยของเอ็นจีโอในสมัยก่อนนั้น ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุน แต่เป็นการสนับสนุนให้เขาอยู่ในภาวะสันติ มีโอกาสเข้าไปร่วมในขบวนการปรองดองแห่งชาติ ชนกลุ่มน้อยก็เป็นเจ้าของแผ่นดินด้วยเช่นกัน เขาก็ต้องรักหวงแหน ต้องการเป็นเจ้าของปกครอง และได้รับผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ในแผ่นดินพม่าเช่นกัน เราจึงต้องสนับสนุนให้เขาได้รวมตัวกันเป็นชาติ เพื่อจะได้มีโอกาสในการทำประเทศชาติเขามีความสุข
รมว.กห.ยืนยัน ไทยไม่เคยให้ใครเข้ามาใช้แผ่นดินไทยเป็นฐาน ในการเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน แต่ที่ผ่านมา เราก็มีชนกลุ่มน้อยทั้งว้าและไทยใหญ่ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมาก แต่พวกที่เข้ามาอยู่ ก็เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น เรามีแต่สนับสนุนให้เขาไปรวมชาติกัน ไม่ได้ให้ไปตีกัน และยังเคยเสนอรัฐบาลแห่งชาติให้พม่าด้วย เช่น ให้อองซาน ซูจี ไปเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ให้โบเมี๊ยะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการพัฒนาชายแดน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการรวมพลังของชาติ เพื่อพัฒนาบ้านเมือง นี่คือสิ่งที่เราได้ชี้แนะให้เขา ไม่เคยชี้ให้เขาไปรบหรือฆ่ากัน และเมื่อไหร่ที่เขาทำเช่นนั้นไม่ได้ ก็ขอให้บอกมา เหมือนกับที่เราเคยช่วยประเทศรอบบ้านเราทั้งหมดมาแล้ว ประเทศไทยทำอย่างนี้มาตลอด