สำนักงานคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจ
ดังนี้
๑. ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 15 สิงหาคม 2543 เรื่องการดำเนินการ เพื่อสนองพระราชดำรัส ในสมเด็จพระนางเจ้า ฯ บรมราชินีนาถ เกี่ยวกับธนาคารสมอง (Brain Bank) ได้เห็นชอบให้ทุกกระทรวง ทบวง สำรวจทรัพยากรบุคคล ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วด้วยการลาออก หรือเกษียณอายุ แต่ยังมีสุขภาพดี มีความรู้ความสามารถ ในการประดิษฐ์ คิดค้นการวิจัย และการพัฒนาประเทศ และสมัครใจที่จะเข้าร่วมโครงการคลังสมอง หรือคลังปัญญาอาวุโส แล้วแจ้งข้อมูลดังกล่าว ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) และให้ สศช. มีฐานะเป็นหน่วยทะเบียนกลางเพิ่มขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง โดยมีหน้าที่รวบรวมข้อมูล จัดทำเป็นบัญชีหรือทะเบียนผู้ทรงคุณวุฒิ จำแนกเป็นรายสาขา ให้ตรงตามความต้องการ ในการพัฒนาประเทศ และให้ประสานงานกับกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม สำนักงาน ก.พ. องค์กรเอกชน รวมทั้งโครงการ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ที่จะทรงตั้งขึ้น แล้วเสนอแนะมาตรการต่อคณะรัฐมนตรี ในอันที่จะนำคลังปัญญาอาวุโสเหล่านี้ มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศต่อไป
๒. พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความประสงค์ที่จะระดมและรวบรวมแนวความคิดในลักษณะ
"คลังสมอง" จากบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถ มีทักษะและความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง
ๆ ของกองทัพ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนากองทัพและประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมและสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงกลาโหม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงได้เชิญนายทหารที่มีความรู้
ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว รวมทั้งนักวิชาการและผู้มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง
ๆ จากฝ่ายพลเรือนมาร่วมเป็น "คณะกรรมการที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม"
โดยมี พลเอกพัฒน์ อัคนิบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เป็นประธานคณะที่ปรึกษา พลเอกสนั่น ขจรกล่ำ เป็นเลขานุการคณะที่ปรึกษา ด้วยความเต็มใจและมีความปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือทางราชการ
โดยไม่คิดถึงประโยชน์ใด ๆ รวมทั้งไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปปฎิบัติงานที่กระทรวงกลาโหมด้วยตนเอง
๓. คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่พิจารณาจัดทำรายงานการศึกษาเฉพาะเรื่อง
โดยให้ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะแนวนโยบายต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ในการพัฒนาหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามนโยบาลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่แถลงต่อสภากลาโหม
เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๔ เพื่อให้สามารถนำไปปฎิบัติให้เกิดความเหมาะสมในการปฎิบัติราชการยิ่งขึ้น
๔. พลเอกพัฒน์ อัคนิบุตร ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ได้แบ่งกลุ่มคณะที่ปรึกษาออกไปเป็น ๖ กลุ่ม ตามภารกิจที่ได้รับและตามความรู้ ความสามารถของแต่ละบุคคลได้แก่
กลุมที่ ๑
มีพลเอกสนั่น เศวตเศรณี เป็นประธานกลุ่ม ต่อมาได้เสียชีวิต จึงมอบหมายให้
พลเอกเมธี สมุทรรักษ์ เป็นประธานกลุ่มแทน พิจรณาเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ
นโยบายป้องประเทศ ภารกิจด้านการทหาร นโยบายความมั่นคงชายแดน ยุทธศาสตร์ทหาร
ปรับปรุงโครงสร้างการจักส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม การจัดระเบียบบริหารราชการให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย
ขจัดความซ้ำซ้อนในการปฎิบัติงาน ปรับปรุงและพัฒนาระบบการข่าวให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพในระดับยุทธศาสาตร์
กลุ่มที่ ๒
มีพลเอกประเสริฐ สารฤทธิ์ เป็นประธาน มีคณะกรรมการรวม ๓๕ คน การบริหารงานกำลังพล
การกำหนดแนวทางรับราชการทหาร พิจารณาและปรับปรุงการ เลื่อน ลด ปลด ย้ายกำลังพล
ให้เป็นไปค้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์และยุติธรรม โดยปราศจากการแทรกแซงของอำนาจและอิทธิพลนอกระบบ
กำหนดนโยบายด้านการศึกษาของราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้กำลังพลมีความรู้ความสามารถ
ที่จะปฎิบัติงานด้านอื่นนอกจากกระทรวงกลาโหม เมื่อต้องออกจากราชการทหารได้ด้วย
พิจารณาปรับปรุงพัฒนาระบบบริหารราชการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ระเบียบข้อบังคับ
คำสั่ง ประกาศกระทรวงกลาโหมและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
และมีความทันสมัย
กลุ่มที่ ๓
มีพลเอกสมุทร นิลกุล เป็นประธานกลุ่ม มีคณะกรรมการรวม ๓๑ คน พิจารณาเสนอแนะนโยบายด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ
การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกระทรวงกลาโหม พิจารณาแนวทางการจัดซื้อ
จัดหาอาวุธยุทโธกรณ์ที่นำมาใช้ในราชการทหาร ให้มีความเหมาะสมมีประสิทธิภาพ
ประหยัดงบประมาณ และมีความโปร่งใส รวมทั้งพิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศโดยหน่วยทหาร
ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐
กลุ่มที่ ๔
มีพลเอกปัญญา สิงห์ศักดา เป็นประธานกลุ่ม มีคณะกรรมการรวม ๔๔ คน พิจารณาเสนอแนะปรับปรุงงานด้านประชาสัมพันธ์
กิจการพลเรือน งานมวลชน ให้มีประสิทธิภาพเป็นผลดีต่อกองทัพ ปรับปรุงกิจกรรมด้านสวัสดิการ
การบริการทางการแพทย์และการบริการอื่น ๆ ให้ข้าราชการ ลูกจ้างและครอบครัว
การจัดระบบพื้นที่บริเวณชายแดน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากำลังประชาชนให้เข้มแข็ง
มีเอกภาพและสอดคล้องกัน
กลุ่มที่ ๕
มีพลเอกอนันต์ บำรุงพฤกษ์ เป็นประธานกลุ่ม มีคณะกรรมการรวม ๒๑ คน มีหน้าที่พิจารณาเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับกิจการพลเรือน และพัฒนาประเทศโดยหน่วยทหาร
ให้ทหารมีบทบาทเข้าร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาการดำรงชีพของประชาชน
เข้าร่วมดูแลการพัฒนาเมือง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนโครงการพระราชดำริ
การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุและศิลปวัฒนธรรมของประเทศ
กลุ่มที่ ๖
มีพลเอกโอภาส โพธิแพทย์เป็นประธานกลุ่ม มีคณะกรรมการรวม ๕๘ คน มีหน้าที่เกี่ยวกับ การบรรเทาสาธารณภัย
การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัย การพัฒนาท้องถิ่นทุรกันดาร กิจการสาธารณกุศล และอื่น ๆ ตามที่ รมว.กห. มอบหมาย
๕. นายทหารที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และรวมทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง
ๆ ทางฝ่ายพลเรือนยินดีที่มาช่วยเหลือ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เป็นจำนวนมาก ทุกท่านมีความรู้ ความสามารถ นายทหารที่เกษียณอายุราชการแล้ว
เป็นที่ยอมรับของกองทัพว่า เป็นผู้ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพมาตลอดระยะเวลาที่รับราชการทหาร
ถึงแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการไปแล้วก็ตาม ก็ยังให้ความช่วยเหลือกองทัพมาโดยตลอด
คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคณะนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็น "คลังสมอง"
ของกระทรวงกลาโหมที่จะช่วยกันพัฒนากองทัพไทย ให้เจริญก้าวหน้าเป็นที่มั่นใจในการรักษาเอกราชอธิปไตรของชาติได้อย่างมั่นคง