พระราชบัญญัติ
ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐
ฯลฯ
มาตรา
๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์
พ.ศ. ๒๕๓๐"
ฯลฯ
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๖
บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับอื่นที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
หรือซึ่งขัดแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
"ยุทธภัณฑ์" หมายความว่า อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี
หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้
ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗
"สั่งเข้ามา" หมายความว่า สั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยุทธภัณฑ์
"นำเข้ามา" หมายความว่า นำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยุทธภัณฑ์
"ผลิต หมายความว่า ทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ ผสม แปรสภาพ ปรุงแต่ง
หรือแบ่งบรรจุซึ่งยุทธภัณฑ์
"มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยุทธภัณฑ์
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการควบคุมยุทธภัณฑ์
"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม ไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้
และยกเว้นค่าธรรมเนียมกำหนดกิจการอื่นและออกประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ในส่วนที่เกี่ยวกับการศุลกากร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการตามกฎพระราชบัญญัติ
กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด
๑
บททั่วไป
มาตรา ๖ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่
(๑) ยุทธภัณฑ์ของราชการทหารหรือตำรวจ
(๒) ยุทธภัณฑ์ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือสภากาชาดไทย
ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(๓) ยุทธภัณฑ์ประจำอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล ตามปกติที่ได้แสดงและให้พนักงานศุลกากรตรวจตามกฎหมายแล้ว
(๔) ยุทธภัณฑ์ประจำยานพาหนะที่ใช้เพื่อการรบของต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางราชการ
(๕) อาวุธซึ่งผู้ได้รับใบอนุญาตตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ฉบับที่ ๓๗ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ มีไว้ในครอบครอง โดยได้รับอนุญาตตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ฉบับที่ ๓๗ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
มาตรา ๗ ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดว่า
อาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี
หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่อาจนำไปใช้ในการรบ หรือการสงครามได้ชนิดใดเป็นยุทธภัณฑ์
หมด ๒
คณะกรรมการควบคุมยุทธภัณฑ์
มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า
"คณะกรรมการควบคุมยุทธภัณฑ์" ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานกรรมการ
เจ้ากรมเสมียนตรา เจ้ากรมพระธรรมนูญ เจ้ากรมการอุตสาหกรรมทหาร
เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหาร เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ
เจ้ากรมสรรพาวุธทหารอากาศ เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก
เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ ผู้บัญชาการศูนย์วิทยาศาสตร์และพัฒนาระบบอาวุธกองทัพอากาศ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและการพลังงาน กับผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ
และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ
ฯลฯ
มาตรา ๑๒ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่
(๑) ให้คำวินิจจัยชี้ขาดแก่ส่วนราชการ องค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจว่าอาวุธ
เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ สารเคมี สารชีวะ สารรังสี
หรือเครื่องมือเครื่องใช้ใดเป็นยุทธภัณฑ์หรือไม่
(๒) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการประกาศ กำหนดยุทธภัณฑ์ตามมาตรา ๗
(๓) เสนอแนะหรือให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงกลาโหม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการควบคุมยุทธภัณฑ์
(๔) พิจารณากลั่นกรองการขออนุญาตและเสนอแนะแก่ปลัดกระทรวงกลาโหม ในการอนุญาตตามมาตรา
๑๕ ตามที่ได้รับมอบหมาย
(๕) เสนอแนะหรือให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่
ฯลฯ
มาตรา ๑๔ ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณามาเพื่อประกอบการพิจารณาได้
การส่งหนังสือเรียก ให้นำไปส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก
หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักทำการงานของผู้รับ
หมวด
๓
การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต
มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้ผู้ใดสั่งเข้ามา
นำเข้ามา ผลิต หรือมีซึ่งยุทธภัณฑ์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม
การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนไขไว้ในใบอนุญาตก็ได้
การขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๖ ห้ามมิให้ออกใบอนุญาตตามความในหมวดนี้แก่
(๑) บุคคลซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตราใดมาตราหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(ก) มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙ มาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๓๙
มาตรา ๒๐๙ ถึงมาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๘๘ มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๓๓๕
ถึงมาตรา ๓๓๗ มาตรา ๓๓๙ ถึงมาตรา ๓๔๐ ตรี
(ข) มาตรา ๒๙๕ ถึงมาตรา ๒๙๘ และพ้นโทษยังไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นโทษถึงวันยื่นคำขอใบอนุญาต
เว้นแต่ในกรณีความผิดที่กระทำด้วยความจำเป็น หรือเพื่อเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
หรือโดยบันดาลโทสะ
(๒) บุคคลซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๖ หรือพระราชบัญญัตินี้
(๓) บุคคลซึ่งเคยได้รับโทษจำคุกโดยพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปในระหว่างห้าปีนับย้อนขึ้นไปจากวันยื่นคำขอ
สำหรับความผิดอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ใน (๑) เว้นแต่ความผิดที่ให้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) บุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(๕) บุคคลซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นคนวิกลจริต
(๖) บุคคลซึ่งไม่มีอาชีพและรายได้
(๗) บุคคลซึ่งไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือ
(๘) บุคคลซึ่งมีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันอาจกระทบกระเทือนถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน
มาตรา ๑๗ ประเภทของใบอนุญาตมีดังนี้
(๑) ใบอนุญาตสั่งเข้ามา
(๒) ใบอนุญาตนำเข้ามา
(๓) ใบอนุญาตผลิต
(๔) ใบอนุญาตมี
ใบอนุญาตสั่งเข้ามาให้คุ้มกันถึงผู้นำเข้ามาซึ่งยุทธภัณฑ์ตามใบอนุญาตสั่งเข้ามาด้วย
มาตรา ๑๘ ใบอนุญาตตามมาตรา ๑๗
ให้คุ้มกันถึงลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับใบอนุญาตด้วย และให้ถือว่าการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับใบอนุญาตที่ได้รับการคุ้มกันเป็นการกระทำของผู้รับใบอนุญาต เว้นแต่ผู้รับใบอนุญาตจะพิสูจน์ได้ว่า
การกระทำดังกล่าวเป็นการสุดวิสัยที่ตนจะล่วงรู้หรือควบคุมได้
มาตรา ๑๙ ผู้รับใบอนุญาตสั่งเข้ามาหรือผู้รับใบอนุญาตผลิต
ต้องแจ้งสถานที่เก็บให้ปลัดกระทรวงกลาโหมพิจารณาก่อน ถ้าปลัดกระทรวงกลาโหมเห็นว่า
สถานที่นั้นไม่เหมาะสมในการเก็บยุทธภัณฑ์ จะสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตนำยุทธภัณฑ์ไปเก็บไว้
ณ สถานที่อื่นใดภายในเวลาที่กำหนดก็ได้
มาตรา ๒๐
เมื่อรัฐมนตรีประกาศกำหนดยุทธภัณฑ์ตามมาตรา ๗ แล้วให้ผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา
ผู้ผลิต หรือผู้มีซึ่งยุทธภัณฑ์อยู่ในวันที่ประกาศ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในสามสิบวัน
นับตั้งแต่วันที่ประกาศ
มาตรา ๒๑
ผู้นำเข้ามาซึ่งยุทธภัณฑ์ที่เป็นของสำหรับใช้ส่วนตัว โดยปกติของผู้นำเข้า
หรือเป็นของตัวอย่างเท่าที่จำเป็น ต้องแจ้งเป็นหนังสือ และส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากร
ณ ด่านแรกที่มาถึงจากนอกราชอาณาจักร ถ้านำเข้ามาทางท้องที่ที่ไม่มีด่านศุลกากร
ให้ผู้นำเข้ามาแจ้งเป็นหนังสือ และส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากร ณ ด่านที่ใกล้เคียงโดยไม่ชักช้า
ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้นได้รับใบอนุญาตนำเข้ามา หรือใบอนุญาตมีตามมาตรา ๑๕
และได้แสดงใบอนุญาตให้กับพนักงานศุลกากรตรวจตามกฎหมายแล้ว
เมื่อพนักงานศุลกากรได้รับหนังสือแจ้ง และรับมอบยุทธภัณฑ์ไว้แล้ว ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังปลัดกระทรวงกลาโหม
มาตรา ๒๒
ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากรตามมาตรา ๒๑
วรรคหนึ่ง ให้ผู้นำเข้ามายื่นคำขอรับใบอนุญาตนำเข้ามา และใบอนุญาตมีต่อปลัดกระทรวงกลาโหม
ถ้าปลัดกระทรวงกลาโหมไม่อนุญาต ให้แจ้งคำสั่งนั้นเป็นหนังสือ ให้ผู้นำเข้ามาทราบ
และให้ผู้นำเข้ามาส่งยุทธภัณฑ์นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ภายในหกสิบวัน
นับแต่วันเข้ามาได้รับแจ้งคำสั่ง ในกรณีที่ไม่สามารถแจ้งคำสั่งที่ผู้นำให้ผู้นำเข้ามาทราบได้
ให้ปลัดกระทรวงกลาโหม โฆษณาคำสั่งนั้นทางหนังสือพิมพ์ หรือปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย
ณ สถานที่ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
ให้ถือว่าผู้นำเข้ามาได้รับแจ้งคำสั่งนั้นแล้ว
มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ผู้นำเข้ามามิได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวัน
นับแต่วันที่ส่งมอบยุทธภัณฑ์แก่พนักงานศุลกากรตามมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง หรือมิได้ส่งยุทธภัณฑ์กลับออกไปนอกราชอาณาจักรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา
๒๒ วรรคสอง หรือเมื่อได้รับใบอนุญาตนำเข้ามาแล้ว ไม่มารับยุทธภัณฑ์นั้นไปจากพนักงานศุลกากร
จนพ้นกำหนดอายุใบอนุญาต ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ
มาตรา ๒๔ ผู้รับใบอนุญาตผลิต และผู้รับใบอนุญาตมีต้องจัดให้มีบัญชีรับจ่ายยุทธภัณฑ์ตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
บัญชีดังกล่าวให้เก็บรักษาไว้ และพร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลา
มาตรา ๒๕
ยานพาหนะใดที่เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผ่านไปนอกราชอาณาจักร ถ้ามียุทธภัณฑ์อยู่ในยานพาหนะนั้น
เจ้าของ หรือผู้ครอบครองยุทธภัณฑ์ หรือผู้ควบคุมยานพาหนะตามลำดับคนใดคนหนึ่งแล้วแต่กรณี
ต้องแจ้งแก่พนักงานศุลกากร ณ ด่านแรกที่มาถึงจากนอกราชอาณาจักร เพื่อควบคุมหรือเก็บรักษายุทธภัณฑ์ไว้
จนกว่ายานพาหนะนั้นจะออกไปจากราชอาณาจักร
ในกรณีที่เจ้าของ หรือผู้ครอบครองยุทธภัณฑ์ หรือผู้ควบคุมยานพาหนะ ไม่มารับยุทธภัณฑ์คืนไปเมื่อยานพาหนะนั้นออกนอกราชอาณาจักร
ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ
มาตรา ๒๖ ใบอนุญาตซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต แต่มิให้กำหนดเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
หรือวันที่ได้รับใบอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ถ้าผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต
ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตเสียก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้ว
จะประกอบกิจการต่อไปก็ได้ จนกว่าปลัดกระทรวงกลาโหมจะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนั้น
การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ฯลฯ
มาตรา ๒๘ ถ้าใบอนุญาตสูญหาย
ลบเลือน หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ลบเลือน หรือชำรุดนั้น
การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๙ เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นแก่บุคคล
สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินอื่น หรือเพื่อคุ้มครองอนามัยของบุคคล ถ้าสถานที่ผลิตยุทธภัณฑ์
สถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ เครื่องจักรกลหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในสถานที่นั้นอยู่ในสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้
ปลัดกระทรวงกลาโหมจะสั่งเป็นหนังสือให้ผู้รับใบอนุญาตปรับปรุง แก้ไข หรือซ่อมแซมสถานที่เครื่องจักรกล
หรือเครื่องมือเครื่องใช้ในสถานที่ดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดก็ได้
และปลัดกระทรวงกลาโหม มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้หยุดประกอบกิจการทั้งหมด หรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราว
ในระหว่างเวลาดังกล่าวได้
หมวด
๔
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) เข้าไปในสถานที่ผลิตยุทธภัณฑ์ระหว่างเวลาทำการ เข้าไปสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น
และพระอาทิตย์ตก หรือเข้าไปในยานพาหนะที่บรรทุกยุทธภัณฑ์ ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบสถานที่
ยุทธภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร หรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์นั้น
(๒) นำยุทธภัณฑ์หรือสิ่งอื่นที่ผลิตยุทธภัณฑ์ ในปริมาณเท่าที่จำเป็นไปตัวอย่างเพื่อตรวจสอบในกรณีที่มีเหตุสงสัย
(๓) ตรวจค้น กัก ยึด หรืออายัดยุทธภัณฑ์นั้น ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร หรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์นั้น ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) สั่งเป็นหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสาร หรือวัตถุใด
ๆ มาเพื่อประกอบการพิจารณาได้
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
ฯลฯ
มาตรา ๓๓ สิ่งที่ยึดไว้ตามมาตรา
๓๐ (๓) เมื่อได้ทำการตรวจพิสูจน์เป็นที่แน่นอนว่ามีสภาพหรือแปรสภาพอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
ปลัดกระทรวงกลาโหมโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ มีอำนาจสั่งทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควรได้
ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินอันเนื่องมาจากสิ่งที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง
ปลัดกระทรวงกลาโหมมีอำนาจสั่งทำลาย หรือจัดการตามที่เห็นสมควรได้โดยไม่ต้องมีคำแนะนำของคณะกรรมการ
มาตรา ๓๔ ยุทธภัณฑ์ที่สั่งเข้ามา
นำเข้ามา ผลิต หรือมีโดยฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
มาตรา ๓๕ ยุทธภัณฑ์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวน
ได้ยึดไว้ถ้าในขณะยึดไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี
และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นผู้สั่งเข้ามา ผู้นำเข้ามา ผู้ผลิตหรือผู้มี เพื่อขอรับคืนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยึดไว้
ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ
มาตรา ๓๖ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตให้สั่งเข้ามาไม่ไปขอรับยุทธภัณฑ์ที่สั่งเข้ามาจากกรมศุลกากรภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยุทธภัณฑ์นั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
ให้พนักงานศุลกากรแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ควบคุม หรือตัวแทนผู้ควบคุมยานพาหนะ ที่นำยุทธภัณฑ์เข้ามา
ให้ส่งยุทธภัณฑ์นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
หากผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ควบคุม หรือตัวแทนผู้ควบคุมยานพาหนะที่นำเข้ามา ไม่ปฏิบัติตามที่พนักงานศุลกากรแจ้ง
ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ
มาตรา ๓๗ ยุทธภัณฑ์ที่ริบหรือตกเป็นของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ส่งมอบให้กระทรวงกลาโหมเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๓๘ ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา
หมวด
๕
การเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา ๓๙ เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ
หรือเพื่อความสงบเรียบร้อย หรือประโยชน์สุขของประชาชน หรือในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืน
หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อกำหนด
ซึ่งสั่งหรือกำหนดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้
รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้เสียเมื่อใดก็ได้
มาตรา ๔๐
ผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต จะต้องส่งยุทธภัณฑ์นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักร
หรือจำหน่าย หรือจัดการด้วยประการใด ๆ ตามที่รัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมาย
จะสั่งเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ถ้าผู้ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนั้นยังมิได้ปฏิบัติตามที่สั่ง
ให้ยุทธภัณฑ์นั้นตกเป็นของรัฐ
หมวด
๖
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๔๑
ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคำหรือไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ ตามที่คณะกรรมการสั่งตามมาตรา
๑๔ วรรคหนึ่ง หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งตามมาตรา ๓๐ (๔) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน
หรือปรับไม่เกินสามพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๒
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๓
ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในใบอนุญาต ตามมาตรา
๑๕ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๔
ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่แจ้งสถานที่เก็บยุทธภัณฑ์ตามมาตรา ๑๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๕
ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามที่ปลัดกระทรวงกลาโหมสั่งตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา
๒๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๖
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๗
ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน
หรือปรับไม่เกินสามพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๔๘
ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา ๔๙
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติตามมาตรา
๓๐ (๑) (๒) หรือ (๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๐
ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๔๒ และการกระทำความผิดนั้น เป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฎตามประมวลกฎหมายอาญา
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี
บทเฉพาะกาล
ฯลฯ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี