Minister of  Defence
*
เพื่อให้กระทรวงกลาโหม สามารถปฏิบัติภารกิจ ที่รับผิดชอบ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ รมว.กห. จึงกำหนด นโยบาย ๕ ประการ ให้ทุกส่วนราชการของ กห. นำไปปฏิบัติ
สารน่ารู้


ปืนพญาตานี

บริเวณหน้าศาลาว่าการกลาโหม มีการจัดภูมิสถาปัตยกรรมที่ดูจะกลายเป็น สัญลักษ์ประการหนึ่งของกระทรวงกลาโหม นั่นคือ หมู่ปืนใหญ่ ปืนใหญ่เหล่านี้ล้วนมีประวัติความเป็นมาที่น่าศึกษา เพราะนอกจากจะเคยใช้เป็นอาวุธประจำกองทัพมาแต่โบราณแล้ว รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้าง การใช้ในราชการ ตลอดจนลวดลายประจำปืนแต่ละกระบอก จัดว่าเป็นปติมากรรมที่มีความสวยงาม ท่ามกลางแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามยิ่ง
ปืนใหญ่นับเป็นอาวุธสำคัญ ที่ใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากอริราชศัตรู เพื่อรักษามาตุภูมิให้อนุชนรุ่นหลัง ทั้งเป็นสื่อให้ระลึกถึงวีรกรรมของบรรพชน ปืนพญาตานีก็เป็นปืนกระบอกหนึ่ง ที่อยู่ในหมู่ปืนดังกล่าว มีประวัติความเป็นมาพอสังเขปดังนี้


            ปืนพญาตานี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีห่วงใหญ่สำหรับจับยก ๔ ห่วง ตอนท้ายลำกล้องมีเครื่องประกอบยาวยื่นออกไป ทำเป็นรูปสังข์หรือเขางอน ที่เพลามีรูปราชสีห์สลักงดงาม เกลี้ยงไม่มีลวดลายประดับ ใหญ่และยาวที่สุด ในบรรดาปืนใหญ่ที่ตั้งไว้หน้ากระทรวงกลาโหม กระบอกปืนจารึกว่า "พญาตานี" ดินบรรจุหนัก ๑๕ ชั่ง ตามหลักฐานเก่าแก่ ลำกล้องกว้าง ๑๑ นิ้ว ยาว ๓ วาศอกคืบ ๒ นิ้วกึ่ง กระสุน ๑๑ นิ้ว ที่สำรวจใหม่วัดผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องได้ ๒๔ ซม. ยาวตลอด ๖.๘๒ ม. ขอบปากลำกล้องหนา ๑๐ ซม.
            นางพระยาปัตตานี ศรีตวัน เจ้าเมืองปัตตานี (คือจังหวัดปัตตานีปัจจุบัน) ให้นายช่างชาวจีนฮกเกี้ยง แซ่หลิม ชื่อเคียม ซึ่งชาวมลายูเรียกกันว่า หลิมโต๊ะเคียม เป็นผู้สร้าง ณ ตำบลบ้านกะเสะ ในเมืองปัตตานี วันเดือนปีที่หล่อไม่ปรากฎในหลักฐาน สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาสุงหนาทวังหน้า รัชกาลที่ ๑ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้รับพระราชโองการให้เป็นแม่ทัพ เสด็จยกทัพไปรบพม่าข้าศึก ซึ่งยกมาตีหัวเมืองภาคใต้ของไทย ครั้งทรงชนะศึกแล้ว ได้ทรงปราบปรามหัวเมืองภาคใต้ ซึ่งมักคอยจะเอาใจออกห่างจากไทยไปเป็นอื่น ทรงมีชัยชนะราบคาบแล้ว ได้ปืนกระบอกนี้มาจากเมืองปัตตานี เมื่อปีมะเส็ง สัปตศก จ.ศ. ๑๑๔๗ พ.ศ. ๑๑ ปีมะเมีย อัฐศก จ.ศ. ๑๑๔๘



Up บน