ปืนพญาตานี

บริเวณหน้าศาลาว่าการกลาโหม มีการจัดภูมิสถาปัตยกรรมที่ดูจะกลายเป็น สัญลักษ์ประการหนึ่งของกระทรวงกลาโหม นั่นคือ หมู่ปืนใหญ่
ปืนใหญ่เหล่านี้ล้วนมีประวัติความเป็นมาที่น่าศึกษา เพราะนอกจากจะเคยใช้เป็นอาวุธประจำกองทัพมาแต่โบราณแล้ว รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้าง การใช้ในราชการ ตลอดจนลวดลายประจำปืนแต่ละกระบอก
จัดว่าเป็นปติมากรรมที่มีความสวยงาม ท่ามกลางแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามยิ่ง
ปืนใหญ่นับเป็นอาวุธสำคัญ ที่ใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากอริราชศัตรู เพื่อรักษามาตุภูมิให้อนุชนรุ่นหลัง
ทั้งเป็นสื่อให้ระลึกถึงวีรกรรมของบรรพชน ปืนพญาตานีก็เป็นปืนกระบอกหนึ่ง ที่อยู่ในหมู่ปืนดังกล่าว มีประวัติความเป็นมาพอสังเขปดังนี้
ปืนพญาตานี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีห่วงใหญ่สำหรับจับยก ๔ ห่วง ตอนท้ายลำกล้องมีเครื่องประกอบยาวยื่นออกไป
ทำเป็นรูปสังข์หรือเขางอน ที่เพลามีรูปราชสีห์สลักงดงาม เกลี้ยงไม่มีลวดลายประดับ
ใหญ่และยาวที่สุด ในบรรดาปืนใหญ่ที่ตั้งไว้หน้ากระทรวงกลาโหม กระบอกปืนจารึกว่า
"พญาตานี" ดินบรรจุหนัก
๑๕ ชั่ง ตามหลักฐานเก่าแก่ ลำกล้องกว้าง ๑๑ นิ้ว ยาว ๓ วาศอกคืบ ๒ นิ้วกึ่ง
กระสุน ๑๑ นิ้ว ที่สำรวจใหม่วัดผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องได้ ๒๔ ซม. ยาวตลอด
๖.๘๒ ม. ขอบปากลำกล้องหนา ๑๐ ซม.
นางพระยาปัตตานี ศรีตวัน เจ้าเมืองปัตตานี (คือจังหวัดปัตตานีปัจจุบัน) ให้นายช่างชาวจีนฮกเกี้ยง แซ่หลิม ชื่อเคียม ซึ่งชาวมลายูเรียกกันว่า หลิมโต๊ะเคียม เป็นผู้สร้าง ณ ตำบลบ้านกะเสะ
ในเมืองปัตตานี วันเดือนปีที่หล่อไม่ปรากฎในหลักฐาน สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาสุงหนาทวังหน้า
รัชกาลที่ ๑ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้รับพระราชโองการให้เป็นแม่ทัพ เสด็จยกทัพไปรบพม่าข้าศึก ซึ่งยกมาตีหัวเมืองภาคใต้ของไทย
ครั้งทรงชนะศึกแล้ว ได้ทรงปราบปรามหัวเมืองภาคใต้ ซึ่งมักคอยจะเอาใจออกห่างจากไทยไปเป็นอื่น
ทรงมีชัยชนะราบคาบแล้ว ได้ปืนกระบอกนี้มาจากเมืองปัตตานี เมื่อปีมะเส็ง สัปตศก
จ.ศ. ๑๑๔๗ พ.ศ. ๑๑ ปีมะเมีย อัฐศก จ.ศ. ๑๑๔๘