คำบรรยายเรื่อง โครงการถ่ายทอดประสบการณ์ของอดีตผู้บังคับบัญชา
คำบรรยายเรื่อง พึ่งตนเองก้าวใหม่ของกองทัพไทย และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 2002
คำบรรยายเรื่อง การพัฒนาระบบการศึกษาของกระทรวงกลาโหม
คำบรรยายเรื่อง การพัฒนานโยบายความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงกลาโหม
คำบรรยายเรื่อง ไทย : มิตรแท้หรือศัตรูของประเทศเพื่อนบ้าน
คำบรรยายเรื่อง ประสบการณ์ปฏิบัติงาน
สุนทรพจน์ ในการสัมมนาเศรษกิจการเกษตร และการค้าสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ ไทย-จีน
ครั้งที่ ๒ ณ นครคุนหมิง
สรุปคำบรรยายของ
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
โครงการถ่ายทอดประสบการณ์ของอดีตผู้บังคับบัญชา
11 กรกฎาคม 2544
ณ สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง
โครงการถ่ายทอดประสบการณ์ของอดีตผู้บังคับบัญชา
เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากดำริของพล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ ซึ่งแนะนำให้สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูงได้จัดโครงการนี้
โดยพล.อ.ชวลิตมองว่า หากผู้บังคับบัญชาในอดีตได้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์
บอกเล่าถึงปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาแก่นายทหารรุ่นปัจจุบัน
ได้ก็จะสร้างประโยชน์ได้มหาศาล ประสบการณ์ต่าง
ๆ เหล่านั้นจะเป็นทั้งบทเรียน
เป็นทั้งสิ่งเตือนสติ
และเป็นทั้งแบบอย่างแนวทาง เพื่อนายทหารรุ่นหลังจะได้นำไปพิจารณาเลือกใช้
สำหรับพัฒนาการทำงานของตนเองและหน่วยงาน ให้สามารถตอบสนองบ้านเมืองได้มากที่สุด
เมื่อ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ได้เชิญพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะอดีตผู้บังคับบัญชา
เป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีค่าในอดีต ให้แก่นักเรียนสถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง
ซึ่งพล.อ.ชวลิต ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์สำคัญหลายประการ ดังราละเอียดต่อไปนี้.
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน ขอขอบคุณที่ทางเราได้กรุณาให้เกียรติเชิญผมมาพูดให้พวกเราได้รับทราบถึงประสบการณ์ในการทำงานให้กองทัพ
และการทำงานให้บ้านให้เมือง ทางโรงเรียนนายร้อย ฯ ได้เห็นว่า นักเรียนนายร้อยสมควรได้รับทราบว่าผู้หลักผู้ใหญ่รุ่นพ่อ
รุ่นคุณปู่ รุ่นคุณตา เขาได้ทำงานให้บ้านให้เมืองอย่างไร
บางคนได้ใช้ระยะเวลาตลอดชีวิต ปฏิบัติภาระหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายด้วยความเหนื่อยยาก
ด้วยเลือดด้วยเนื้อและด้วยชีวิต พวกเรามาฟังเพื่อรับเอาสิ่งเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์
ไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าซึ่งเราเรียกว่า เป็น SECONDHAND
EXPERIENCE แสวงหาไม่ค่อยจะได้ และส่วนมากก็มักจะตายไปกับคน
ๆ นั้น ซึ่งถือว่าน่าเสียดายมาก
ขณะนี้เรายังมีอดีตของผู้บังคับบัญชาที่ยังมีชีวิตอยู่พอสมควรทีเดียว นอกจากอดีตของท่านเป็นผู้นำในทางการทหารแล้ว
ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้นำในทางการเมืองด้วย พวกเราสามารถเรียนรู้ความเป็นไปได้ทั้งด้านการทหารหรือเรื่องความมั่นคง
และรวมไปทั้งความเป็นไปของบ้านเมืองทางด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม
ว่าเขาได้ทำกันอย่างไรถึงเอาบ้านเมืองอยู่รอดกันได้ถึงทุกวันนี้
มาในวันนี้ชีวิตของพี่น้องคนไทย เกียรติและศักดิ์ศรีอยู่ในมือของพวกเราทุกคนแล้ว
ความสำคัญที่ผมอยากจะให้มีหลักสูตรอย่างนี้ ซึ่งที่โรงเรียนการทหารฟอร์ตมอนมัธ
เรียกว่า LEADERSHIP
ขอเริ่มเรื่องจากตัวผมเองเสียก่อน
ตอนที่ผมเริ่มมาเป็นนักเรียนนายร้อย ก็ผ่านโรงเรียนเตรียมฯมาเหมือนกัน แต่มาเป็นรุ่นแรกหลังสงครามโลกครั้งที่
๒ เมื่อครั้งเลิกสงครามใหม่ ๆ โรงเรียนนายร้อยเพิ่งมารับนักเรียนใหม่เป็นปีแรก
พ.ศ. ๒๔๙๑ ผมเข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมปีที่ ๒ ตอนนั้นเขาเปิดพร้อมกันทั้ง
๒ ปี ผมเพิ่งจบการศึกษาจากเตรียมปีที่ ๑ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ข้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พอจบปีที่ ๑ ก็ชวนกัน มาสมัครเป็นนักเรียนเตรียมนายร้อยปีที่ ๒ เลย ซึ่งปกติคนอื่น
ๆ เขาจะยื่นสมัครกันทั้งปี ๑ ปี ๒ ถ้าตกไม่ได้เป็นนักเรียนเตรียมปี ๒ ก็ยังมีสิทธิ์ได้เป็นปี
๑ แต่ผมนึกว่าจบปี ๑ จากเตรียมอุดมฯแล้ว ก็มาเข้าปี ๒ ได้เลย ซึ่ง เผอิญสอบได้
มีคนสมัครมากทีเดียว คือเกือบ ๒,๐๐๐ คน แต่รับได้เพียง ๓๐ คน นั่นเป็นชีวิตของการเป็นทหารในชั้นต้น
พอปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็มาเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลักสูตรใหม่จบการศึกษาปี
พ.ศ. ๒๔๙๗
จบออกมาก็เลือกเหล่าทหารสื่อสาร คนอื่นเขาเลือกเหล่ากันเพราะชอบ เพราะคุณพ่อเป็นทหารราบบ้าง
เขาถามผมทำไมเลือกเหล่าสื่อสาร ตอนนั้นตอบเหตุผลไม่ได้ แต่ถ้าจะถามจริง ๆ
บอกได้ว่าเป็นเพราะติดผู้หญิง ไม่อยากจะไปอยู่ต่างจังหวัด เหล่าสื่อสารมันอยู่สะพานแดง
พอมาเป็นนายทหารสื่อสารได้แค่ ๒ เดือน เขาก็ส่งไป แคมป์
กอร์ดอน เดี๋ยวนี้เป็น ฟอร์ต
กอร์ดอน จอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปอยู่ที่นั่น
๖ - ๗ เดือนด้วยกัน ไปเรียนวิชาทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสมัยนั้นเริ่มมีคอมพิวเตอร์ใหม่
ๆ ยังจำได้ว่าได้เริ่มเรียนด้วย
กลับมาจากฟอร์ต กอร์ดอน ทำงานให้กับกรมการทหารสื่อสาร จนกระทั่งเป็นผู้บังคับกองร้อยซ่อมเครื่องมือสื่อสารเขตหลัง
กรมการทหารสื่อสาร ออกจากกรมการทหารสื่อสารเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ มาสมัครสอบเป็นนักเรียนของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก
ระหว่างกำลังทำข้อสอบอยู่ถูกตบฉาดเบ้อเร่อจากข้างหลัง
หันกลับไปดู เป็นพล.อ.กิตติ นาวีเสถียร เสนาธิการทหารบก ท่านบอกว่า ใครบอกให้มาเป็นฝ่ายเสนาธิการ
กำลังจะแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์ รู้อย่างนี้ป่านนี้เป็นไปอย่างนั้นก็ดีแล้ว
เมื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่ไปเรียนที่สวนสน
ฯ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การไปเรียนที่สวนสนนั้นจะมี ๒ พวก พวกหนึ่งเลิกโรงเรียนแล้วเข้าไปอยู่ในตลาดสวนสน
หรือตลาดหัวหินกันทั้งคืน ส่วนอีกพวกหนึ่งก็หันมาจับกลุ่มกัน นั่งปรึกษาหารือกัน
ศึกษาอะไรให้กว้างขวางก็มี
ผมโชคดีที่ได้ครูบาอาจารย์ที่ดี คือ พ.อ.ระวี วันเพ็ญ ในสมัยนั้น ซึ่งท่านมาเป็นพล.ต.
และพ.อ.วินัย ศรีนวล ในสมัยนั้น ต่อมาท่านเป็นพล.ท. ทั้ง ๒ ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่เราเคารพและใกล้ชิดกับท่านมาก
ผมได้เรียนรู้วิชาหนึ่งกับท่านและใช้มาตลอดชีวิต นั่นคือ WAR
GAMING และ DECISION MAKING ทำให้รู้ถึงเรื่อง
SPACE
AND TIME FACTORS รู้ถึงการจะกำหนดรูปแบบการทำงานต่างๆ
ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในทางการทหารอย่างเดียว และ DECISION MAKING ของทหาร
ได้ถูกนำมาใช้ในวิชาการด้านพลเรือนมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ยังมีฝึกฝนทางการปฏิบัติ
ในการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ ๔๒ ได้เรียนวิชาการที่ชื่นอกชื่นใจ
และได้ใช้มากที่สุดก็คือ การแสวงข้อตกลงใจ (DECISION MAKING)
จบการศึกษาเผอิญสอบได้ที่ ๑ เขาส่งไปเรียนที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
สหรัฐอเมริกา ฟอร์ตลีเวินเวิร์ท กลับจากฟอร์ตลีเวินเวิร์ท
พล.ท.วินัย ศรีนวล ในสมัยนั้น ได้เอาตัวไปทำงานที่ต่างประเทศ
ในระหว่างทำงานในต่างประเทศ ต้องกลับมาสอนที่โรงเรียนเสนาธิการบกตลอดเวลาด้วย
เป็นเวลาปีหรือปีเศษ ๆ เมื่อกลับมายังไม่ทันอยู่กับลูกกับเมียดี พล.อ.สุรกิจ
มัยลาภ เสนาธิการทหารบกในสมัยนั้น ก็จับตัวไปเป็นเสนาธิการของกองกำลังเวียดนามชุดแรก
ที่เรียกว่า กรมจงอางศึก'
หรือบางทีเขาเรียกว่า รุ่นปุ๋ย คือหมายความว่า ไปเพื่อการศึก เป็นปุ๋ย สมัยนั้นไม่มีใครอยากไป
ผมยอมรับว่าไปหนนั้นลำบากมากเพราะไปทั้งในฐานะเป็นนายทหารยุทธการ และรักษาการในฐานะเสนาธิการของกรมจงอางศึกด้วย
เหนื่อยเหลือเกินกับครั้งนั้น เพราะทั้งกองทัพไทยไม่รู้จักหรอกว่า M ๑๖, M
๗๙ เป็นอย่างไร M ๖๐ เป็นอย่างไร อะไรคืออะไรไม่รู้กันเลย ผมต้องศึกษาด้วยตนเองตลอด
นั่นคือนั่งอ่าน TM - TECHNICAL MANUAL กลางคืนก็ถอดปืน M ๑๖ พอกลางวันต้องไปสอน
สอนครูก่อนเพื่อให้ครูไปสอนทหารต่อ
ถอด M ๗๙ ลองยิงไปยิงมา กระสุนลั่น ตอนนั้นนึกว่าตายแล้ว บังเอิญกระสุนไปถูกหลังคาเต็นท์
ระยะมันยังไม่ได้อาร์ม เพราะระยะอาร์ม ๑๕ หลา กระสุนจึงไม่ระเบิด ก็เลยรอดมาจนถึงทุกวันนี้
ในสมัยนั้นมีเรื่องราวมากมาย กลางคืนอ่าน กลางวันสอนหนังสือ เอาหน่วยทหารออกฝึกเอง
ต้องเขียนบทเรียนการฝึกเอง วันหนึ่งไปฝึกในสนาม นายพลสตีลเวล
ซึ่งเป็นผู้มาดูแลการฝึกต่างๆ นำท่านพล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ตอนนั้นเป็นพล.ต.ฉลาด
หิรัญศิริ เจ้ากรมยุทธการทหารบกสมัยนั้น ไปตรวจการฝึกในสนาม ผมถูกเรียกพบและท่านด่าไม่รู้ว่าเท่าไรว่า
คุณเป็นนายทหารยุทธการได้อย่างไร
เอาปืนใหญ่ไปตั้งหน้าแนวทหารราบ เขาไม่ทำหรอกที่เอาปืนใหญ่ไปตั้งหน้าแนวทหารราบ
ปืนใหญ่มันต้องอยู่ข้างหลังโน่น ห่างเป็น ๕ - ๖ กม. ๑๐ กม.เป็นอย่างน้อย
ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายท่านอย่างไร เพราะท่านไม่ยอมให้อ้าปากเลย
ท่านนายพลสตีลเวลต้องสะกิดท่านพล.อ.ฉลาด หรือพล.ต.ฉลาดตอนนั้นว่า ท่านนายพล
การรบครั้งนี้ไม่มีแนว ทหารราบอยู่ทาง ทหารปืนใหญ่ก็อยู่อีกทางหนึ่ง ทหารเราอยู่คนละทางกันทั้งนั้น
เขาเรียกการจัดตั้ง FIRESUPPORT BASE สามารถที่จะ CALL DELIVELY SUPPORT ได้หมด
จากหน่วยไหนก็ได้ กองทัพไหนก็ได้
พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ก้าวขึ้นฮ. แล้วก็ให้ของขวัญผมไว้อันหนึ่ง คือไม้ถือไม้ชี้
ผมก็เก็บไว้
ไปเวียดนาม กรมจงอางศึกกลับมาไม่กี่ปี ก็มีเสือดำไป เป็นรุ่น ๑ รุ่น ๒ รุ่นอะไรบ้างก็ไม่รู้
แต่อีกไม่กี่ปี ทั้งเสือดำทั้งสหรัฐฯถอนตัวหมด
ผมกลับมาอยู่ในเมืองไทยได้ไม่กี่ปี ก็ต้องไปเป็นหัวหน้าหน่วยที่ทำงานในกัมพูชา
เดินอยู่ในกัมพูชาถึง ๒ ปีเต็ม ๆ ไม่รู้ว่าจะรบกันอย่างไร เพราะทุกฝ่ายเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะกลุ่มสีหนุ กลุ่มซอนซาน กลุ่มเฮงสัมริน กลุ่มฮุนเซ็น หรือไม่ว่าจะกลุ่มอะไรก็ตามล้วนแต่เป็นเพื่อนรู้จักกันทั้งนั้น
แม้เขมรจะแตกแล้วผมก็ยังทำงานอยู่ที่นั่นนานพอสมควร โดยมารับผิดชอบในหน้าที่อื่น
ตรงนี้คือประเด็นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างมหาศาล เพราะได้เรียนรู้ว่าทำไมเรามีทุกสิ่งทุกอย่าง
มีอำนาจกำลังรบที่เหนือกว่ามากมายก่ายกอง ทั้ง MOBILITY, FIRE POWER แล้วก็การติดต่อสื่อสาร
เดี๋ยวนี้ก็เป็น C3I เป็น
C4I
ไปแล้ว
เรามีพร้อมหมดทุกอย่าง แต่ก็ยังแพ้ ถามว่าแพ้อะไร ก็แพ้อยู่เรื่องเดียว คือ
ใจ ซึ่งเป็น COMBAT POWER ที่วัดค่าไม่ได้ วันนี้ถ้าพวกเรากำลังคิดเรื่องนี้อยู่โปรดเอาสิ่งที่ผมกำลังบอกเป็นตัวอย่าง
ขออย่างเดียวว่า ถ้าหากในใจท่านไม่ยอมแพ้ จะไม่มีทางแพ้เป็นอันขาด
เหลือทหารคนเดียวถ้าต่อสู้ต่อไปก็ต้องชนะ
ที่ผ่านมามันไม่ประสบผลสำเร็จมาหมดแล้วทั้ง ๓ สมรภูมิ ถอยกลับมาอยู่ในบ้านก็ยังเจอศึกใหญ่ก็คือความแตกแยกของคนในชาติ
เมื่อผมกลับมาเป็นพันเอก พันเอกพิเศษ ทำงานอยู่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก
สวนรื่นฤดี ผมเป็นนายพันเอกพิเศษที่อยู่ในศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก
ที่เขาเรียกว่าฝ่ายยุทธการ เป็นคนเดียวที่มีสถิติ ใครจะไปหาก็ได้ เชื่อว่าคงไม่มีใครทำอย่างผมได้
คือปลุก ๕ เสือของกองทัพบกมาประชุมตอนตี ๓ ได้
ท่านผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้นคือท่านจอมพลประภาส จารุเสถียร, รองผบ.ทบ., เสธ.ทบ.,
ผช.ผบ.อีก ๒ ท่าน รวมทั้งทหารผู้ใหญ่ มาประชุมรวมกันในห้องยุทธการของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก
เพื่อขออนุมัติเคลื่อนย้าย ๓ กองพันลงที่ภูหินร่องกล้า
นั่นก็คือหล่มสัก หล่มเก่า ตอนนั้นมีสนามบินอยู่
เอาซี ๑๒๓ นี่แหละบินไป
๓ กองพันในวันรุ่งขึ้น เพื่อจะไปไล่ล่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เพราะลูกชายของพี่ยุทธศิลป์
เกษรสุข เอา บ.F๕ ไปตกที่นั่น
เราเอาทหารไป ๑ หมู่ ไปปิดล้อมที่นั่น ปรากฏว่าถูกฆ่าจนเกือบหมด เอาอีก ๑
หมวดลงไป เกือบจะไม่มีเหลือ นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งความผิดพลาดที่ได้เรียนรู้มาจากต่างประเทศ
ทั้ง ๓ ยุทธภูมิไม่มีใครจะเก่งเกินผมได้ มาเขียนเป็นระเบียบปฏิบัติประจำ
(SOP), มาเขียนกฎในการติดพัน (RULE OF ENGAGEMENT)
มาเขียนรูปแบบการฝึกสมัยใหม่ให้โรงเรียนเสนาธิการเป็นตั้ง ๆ ก่อนการฝึกภาคสนาม
ปกติการฝึกภาคสนาม อาจารย์เขาไปเขียนกันในห้อง ผมมาเขียน มาทำใหม่หมดเป็นตั้ง
ๆ ได้ทราบว่าบางอันก็ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือสิ่งที่ทำ คือการเอาสิ่งที่เป็นอวิชชา
ที่เป็นความผิดพลาดมาใช้ ไม่มีใครรู้เรื่องการปิดล้อมและการค้นหา
ผมเขียนออกมาเป็นวิธีการทั้งหมด ทั้งเทคนิคและแทคติคนานาประการ แต่ว่าข้อผิดพลาดดังตัวอย่างที่พูดให้ฟัง
ที่ลงไป ๓ กองพันไม่สามารถเอาชนะผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กำลังแค่ ๒๐ คนในพื้นที่หินร่องกล้าได้
ถ้าพวกเราจำได้วันเสียงปืนแตกที่เรณูนคร จังหวัดนครพนม
พวกเราที่อยู่ในยุคนั้นคงจำได้ว่าพี่เทียนชัย ศิริสัมพันธ์ เป็นพ.อ. เอากำลังไปตั้งเป็น
พตท.๑
ที่สกลนคร
จอมพลประภาสบอกจะปราบให้เสร็จสิ้นภายใน ๑ เดือน จนกระทั่งพัฒนามาเป็น ๑๐ ปี
๒๐ ปี ใช้กำลังมหาศาล กองทัพบกใช้กำลังเพื่อปราบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไปจนแทบหมดตัว
จนกระทั่งต้องเอารถถังไปใช้ ต้องเอา ปตอ.ไปใช้ ขณะที่คอมมิวนิสต์ทำง่าย ๆ
ใช้คน ๔ - ๕ คน เพียงแต่มันรู้ว่าจะไปที่ไหน แล้วพวกเราทหารไทยจะไปไหนที เช่น
จะออกลาดตระเวน ๓ วัน ทหารเราก็ต้องมีเครื่องหลังหนักหลาย กก. มีอาหารต่าง
ๆ ต้องมีเตา ต้องมีไฟ ต้องมีอะไรทุกอย่าง
เดินไปมันได้ยินก่อนล่วงหน้าเป็นกิโล ๆ คอมมิวนิสต์ก็ไปเอาทุ่นระเบิดมาวาง
แล้วมันก็รู้ว่า พอเราเจอระเบิดก็ต้องเอาฮ.ไปรับ พอฮ.ร่อนลงมันก็ยิงฮ.ตกอีก
นั่นก็คือความเลวร้ายที่หาทางแก้ไม่ได้ในยุคนั้น
จนมาเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
มีรับสั่งกับท่านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่า 'คุณเปรม หาทางให้ได้ว่า นายทหารใหม่
ๆ จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแค่ ๖ เดือน แค่ปีเดียว เสียชีวิตมากมายก่ายกอง
บ้างก็แขนขาด ขาขาด ปีหนึ่งพระราชทานเพลิงศพวีรชน จำได้ไหม'วันนี้คนไทยลืมหมดแล้ว
เคยร้องห่มร้องไห้กระจองอแง มีดนตรีทั้งทหารบก เรือ และอากาศ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จ
สมเด็จพระนางเจ้า ฯ เสด็จ เสด็จกันทุกพระองค์ พ่อแม่พี่น้องที่เสียชีวิตก็มากันทุกปี
ปีละพันกว่าศพ พันกว่าศพเฉพาะที่มาที่วัดพระศรี ฯ เท่านั้น ยังมีข้างนอกอีก
เมื่อรวมกันปีหนึ่ง ๆ ก็หลายพันศพ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น
นั่นคืออวิชชาที่เกือบนำพาบ้านเมือง นำพาคนทั้งประเทศสู่หายนะเหมือนกับประเทศอื่น
บ้านเมืองอื่น แต่สิ่งที่สมเด็จฯรับสั่งแล้วท่านนายก ฯ เปรมมาพูดกับผม ทำอย่างไรถึงจะแก้ไขได้
นั่นคือต้นเหตุที่คิดเรื่องของทหารพรานขึ้น
เราต้องเอาเกลือจิ้มเกลือ
เขาใช้คนในหมู่บ้าน เราก็ใช้คนในหมู่บ้าน เอามาเป็นพวกเราอบรมถึงความคิดความอ่าน
แล้วเอาพวกนี้เข้าไป มันรู้ทันกันหมด รู้ว่าตรงไหนมีแหล่งน้ำ ตรงนี้ข้ามไปจะเจออะไร
ตรงนี้ต้องไปหักหน่อไม้กิน เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาเรื่องอย่างอื่น
พอมีทหารพรานขึ้นมา ๖ กองร้อยที่ปักธงชัย วันที่ไปเปิดค่ายทหารพรานปักธงชัย
วางศิลาฤกษ์ ผมก็ขุดหลุมลึกลงไป เอานิ้วเท้าหัวแม้โป้งจิกแล้วว่า ข้าจะเอาแผ่นดินนี้อยู่รอดให้ได้
ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้บัญชาการค่ายปักธงชัยวันนั้นคือ
พล.อ.วันชัย อัมพุนันทน์ วันนี้พูดไม่ได้แล้วยังเดินกระด็อกกระแด๊ก ๆ อยู่
นั่นคือชีวิตของพวกเรา เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังก็เพราะว่า มานั่งนึกดูว่าทำไมมันถึงสู้เขาไม่ได้
ทั้ง ๆ ที่เรามีปืนมากกว่า
แล้วก็มาเจอคำตอบที่ไม่ได้มีใครบอก เป็นคำตอบที่อยู่หน้า ๑ เล่มที่ ๑ ของสรรนิพนธ์
ของเหมาเจ๋อตง พวกเราคงจำได้ หรือว่าป่านนี้คงลืมหมดแล้ว หรือบางคนอาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำ
สรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตงมีอยู่ ๓ - ๔ เล่ม เล่มแดง ๆ เล่มเล็ก ๆ เปิดมาในหน้าที่
๑ มันเขียนเลยว่า การจะเปลี่ยนสังคมในประเทศหนึ่งให้ไปเป็นสังคมคอมมิวนิสต์นั้น
ต้องผ่านการปฏิวัติ 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ ๑ เราเรียกว่าปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย(DEMOCRATIC REVOLUTION
AND NATIONAL REVOLUTION)
ขั้นตอนที่ ๒ คือการปฏิวัติไปสู่สังคมนิยม และขั้นตอนที่ ๓ คือการปฏิวัติไปสู่คอมมิวนิสต์
นั่นคือสิ่งที่ไปเจอ นั่นก็คือต้องหาว่ามันเป็นอย่างไร ปฏิวัติไปสู่ประชาธิปไตย
ปฏิวัติประชาชาติ ประชาธิปไตย แปลว่าอย่างไร
หมายความว่า ถ้าบ้านเมืองนั้นไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นเอกราช มันคือเงื่อนไขที่ดีที่สุด
ที่จะนำไปสู่ให้ประเทศนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้น จำเป็นจะต้องเปลี่ยนบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยเสียก่อน
แล้วปลดแอกให้เป็นเอกราช เอาเงื่อนไขพวกนี้สร้างตัวเองขึ้นมาให้เป็นใหญ่
ตอนนั้นถ้าสังคมนั้นมีการปกครองระบอบเผด็จการ เผด็จการแบบหนึ่งแบบใดก็แล้วแต่
ถ้าสังคมนั้นยังตกอยู่ในอิทธิพลต่างชาติ นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญสูงสุดในการพัฒนาบ้านเมือง
เป็นขั้นแรก แล้วจึงจะมาถึงขั้นที่ ๒ คือการปฏิวัติมาเป็นสังคมนิยม
ถ้าเป็นประชาธิปไตยแล้ว พวกเราคงจะรู้ว่าอะไรต่าง ๆ มันมีความเจริญก้าวหน้า
ขอหยุดตรงนี้สัก ๒ นาที เล่าถึงความเป็นจริงของบ้านเมือง
บ้านเมืองคือส่วนประกอบของผู้คน มารวมกันอยู่ในแผ่นดินหนึ่ง มีการปกครองในระบอบหนึ่ง
มีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันหนึ่ง มี INTRIGITY ของดินแดน มีความเป็นเอกภาพของแผ่นดิน
นั่นคือประเทศ
ในประเทศนี้ก็ต้องการมีการจัดกัน สิ่งสำคัญสุดของประเทศเมื่อคนมารวมกันอยู่ก็คือ
ความอยู่รอด เพราะฉะนั้นปัญหาเศรษฐกิจจึงเป็นปัญหาสูงสุด หนักสุด เพราะหากคนอยู่ไม่ได้ก็คงแตกฉานซ่านเซ็นหมด
เมื่อทำเศรษฐกิจให้ดี คนมาอยู่ร่วมกันได้ จึงมีการปกครองขึ้น
การปกครองที่ออกแบบขึ้นมานั้น ก็เพื่อจะให้มาทำให้เศรษฐกิจมีความเจริญก้าวหน้า
ในอดีตที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจไม่มีเทคโนโลยีเลย มีแต่ใช้แรงงานอย่างเดียว
นั่นคือเศรษฐกิจที่เรียกว่า PRIMITIVE AGRRICULTURE หรือเป็นเศรษฐกิจในลักษณะการเกษตรแบบแผนโบราณ
คือใครมีเรี่ยวมีแรงมาก ๆ ก็จะลงมาทำงานกัน เพราะฉะนั้นการปกครองที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจแบบนี้
คือการปกครองที่ต้องมีอำนาจ บังคับให้ผู้คนมาทำงาน เร่งรัดให้ผู้คนมาปลูกข้าวปลูกอะไรต่าง
ๆ เพื่อเก็บไว้ใช้เพื่อเก็บไว้ในยามศึกสงคราม เห็นไหมละครับว่าการปกครองในระบอบเผด็จการ
เป็นการปกครองที่เหมาะที่สุด สำหรับการปกครองที่เป็นเศรษฐกิจแบบการเกษตรล้าหลัง
ต่อมาหลังจากที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีขึ้น ในหลายพันปีมาแล้ว เกิดเครื่องจักรไอน้ำ
ซึ่งทำให้เกิดเครื่องจักรกลต่าง ๆ ขึ้นมา เครื่องจักรกลก็เข้ามาช่วยแรงงานมาก
การผลิตตอนนี้แทนที่จะเพื่อนำไปใช้เช่นการเกษตรล้าหลัง ก็พัฒนามาเป็นการผลิตโดยใช้เครื่องจักรไอน้ำ
หรือเครื่องจักรกล เป็นการผลิตรวมหมู่ หรือที่เราเรียกว่า MARKET ECONOMY
คือการเอาคนหลาย ๆ คนเข้ามาผลิตของอย่างเดียว และผลิตได้มากเพราะใช้เครื่องจักร
จึงต้องมีการค้าขายหรือส่งไปค้าในต่างประเทศ เราเรียก MARKET ECONOMY อย่างที่เราใช้ทุกวันนี้
เห็นไหมครับว่า เทคโนโลยีเป็นตัวเปลี่ยนให้เกิดรูปแบบของเศรษฐกิจใหม่ เพราะเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่เป็นแบบการเกษตรล้าหลัง
เริ่มมาเป็นอุตสาหกรรมแล้ว เมื่อผลิตไม่ได้เพื่อใช้อย่างเดียว แต่กลายเป็นผลิตเพื่อขายด้วย
อุตสาหกรรมใดก็ตาม อุตสาหกรรมเกษตรเพื่อผลิตอาหาร อุตสาหกรรมทุกอย่าง ซึ่งการผลิตนั้น
ๆ ต้องใช้เครื่องจักรกล ใช้คนหลาย ๆ คนมาร่วมการผลิต เราเรียกว่า LINE PRODUCTION
ตัวอย่างเช่น วิทยุเครื่องหนึ่ง ใส่น็อตคนหนึ่ง ใส่ลำโพงคนหนึ่ง ใส่ไมโครโฟนคนหนึ่ง
ใส่รีซิสเตอร์คนหนึ่ง ใส่คอนเด็นเซอร์คนหนึ่ง ก่อนจะออกมา เพราะฉะนั้นการผลิตแบบนี้ต้องใช้คนหลายๆ
คนมาร่วมการผลิต แต่ละคนทัดเทียมกันทั้งหมด ตอนนี้เองที่เรื่อง EQUITY เรื่อง
FREEDOM เรื่องต่าง ๆ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทั้งหมดนี้คือหลักพื้นฐานของการปกครองที่เราเรียกว่า
ในระบอบประชาธิปไตย
เขาถึงบอกว่าเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนจากล้าหลังมาสู่เศรษฐกิจที่ก้าวหน้า มาเป็นเศรษฐกิจของการผลิต
มาเป็น MARKET ECONOMY มาเป็น INDUSTRY ECONOMY การปกครองที่เหมาะสมที่สุดในการที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นคือการปกครองระบอบประชาธิปไตย
วันนี้ถ้าเรายังริกลับไปอยู่อย่างเก่า ๆ อยู่ ต้องใช้อำนาจ ต้องอัศวินม้าขาว
ต้องฉันแต่ผู้เดียวมันจะไปไม่รอด จากเหตุผลต่าง ๆ ที่อธิบายมา
เหตุผลที่อธิบายนี้ได้ชี้สิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดอันหนึ่งว่า ทุกอย่างต้องมีการพัฒนา
เศรษฐกิจต้องเป็นตัวหลัก การเมืองเป็นตัวนำ แต่การเมืองกับเศรษฐกิจต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน
ในอนาคตอันใกล้เราจะเห็นว่า เทคโนโลยีจะเป็นตัวเปลี่ยนเศรษฐกิจอีก
เทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาเป็นเทคโนโลยีROBOT เทคโนโลยี BIO เทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่อง
INFORMATION เทคโนโลยี BIOTECH เรื่องทั้งหมดกำลังจะเกิดขึ้น สังคมกำลังจะเปลี่ยน
เปลี่ยนเป็นอะไร เปลี่ยนเป็นสังคมที่มีขนาดเล็ก เราจะเห็นว่าสังคมสมัยก่อนนั้นเราทำงานกัน
เราต้องอยู่ด้วยกันต้องมีอะไรต่ออะไร จะตั้งโรงงานจะตั้งอะไรต่ออะไร ต้องมีร้านค้า
มีอะไรใหญ่โต
แต่มาถึงขณะนี้ไม่ต้องทำเช่นนั้น สามารถทำเป็นห้องแถวเล็ก ๆ มันผลิตอะไรมันก็ฉายขึ้นบนจอทีวีใคร
ๆ ก็รู้สั่งซื้อได้ง่าย นี่ยกตัวอย่างให้ฟังว่าสังคมทางด้านเศรษฐกิจต้องเปลี่ยนเพราะเทคโนโลยี
และเมื่อก้าวไปถึงตรงนั้นแล้ว ถ้าจะถามว่าการเมืองอย่างไรจึงจะรองรับได้ดีที่สุด
ยังไม่มีคนให้คำตอบ แต่ถ้าเราคิดตรงนี้ไม่ทันเราก็ล้าหลัง เหมือนกับที่เราพยายามจะมองเห็นว่าต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจึงจะแก้ปัญหาได้
ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีความคิดนี้อยู่
ผมขอนำเอาสิ่งนี้มาฝากให้กับพวกเราทุกคนได้รู้ว่าบ้านเมืองมันเปลี่ยนตลอดเวลา
ตัวเทคโนโลยีคือตัวเปลี่ยน เศรษฐกิจคือพื้นฐาน การเมืองเป็นเรื่องตาม เป็นเรื่องที่ส่งเสริมกัน
เศรษฐกิจกับการเมืองต้องมีความสัมพันธ์กัน ทั้งหมดนั้นนำออกมาสู่การให้สังคมเป็นสังคมที่เกื้อกูลกับบ้านกับเมือง