รมว.กห. และคณะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน
ระหว่าง ๒๐ - ๒๔ มิ.ย.๔๔
| พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รอง นรม./รมว.กห. และคณะ เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.) อย่างเป็นทางการ ระหว่าง ๒๐ - ๒๔ มิ.ย.๔๔ ตามคำเชิญของ พล.อ.ฉือ เฮ่าเถียน รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง มนตรีแห่งรัฐ และรมว.กห.สปจ.
การเดินทางครั้งนี้ เป็นแนวทางอันหนึ่งของกองทัพ ที่จะสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่จะเสริมสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในภูมิภาค มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคำนับบุคคลผู้นำของรัฐบาล สปจ. อาทิเช่น ประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน,
นายกรัฐมนตรี จู หลงจี, รองประธานกรรมาธิการทหารกลาง พล.อ.จาง ว่านเหนียน, ประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หลิว จีปิน, รองประธานกรมคณะเสนาธิการใหญ่ พล.อ.สุง กวงไข่, และแม่ทัพภาคทหารกวางโจว พล.อ.เถา โป จวิน เป็นต้น
เรื่องที่จะปรึกษาหารือกันได้แก่ การสร้างเสริมความเข้าใจ และการช่วยเหลือกันระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับสถาณการณ์ของโลก ที่จะมีผลกระทบต่อภูมิภาคนี้ |
ผลการเยือนสรุปประเด็นที่สำคัญดังนี้
๑. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกองทัพ ได้มีการพัฒนาสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง และแน่นแฟ้นติดต่อกันมาเป็นระยะเวลากว่า ๒๕ ปี มีกิจกรรม และความร่วมมือระหว่างกันมากมายหลายประการ ฝ่ายจีนได้แสดงความคิดเห็นในด้านความสัมพันธ์ว่า ไทยเป็นประเทศที่ใกล้ชิด และเป็นมิตรที่สุดในกลุ่มของอาเซียน การพัฒนาสัมพันธ์เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ แม้จะมีสังคมที่ต่างกันบ้าง ซึ่งนับเป็นตัวอย่างที่ดี
ในส่วนที่ฝ่ายไทยเสนอ เรื่องการแลกเปลี่ยนการเยือน ของเยาวชนทั้งสองประเทศ เพื่อให้ใกล้ชิดกันเป็นบ้านพี่เมืองน้องนั้น ฝ่ายจีนยินดี และเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ทั้งนี้จะทำให้คนรุ่นใหม่ ได้มารู้จักกันดีมากขึ้น การพบปะกันช่วยให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน การกระชับสัมพันธไมตรี จะนำไปสู่ความมีเสถียรภาพในภูมิภาค
นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังได้สรุปสถานการณ์ ด้านเศรษฐกิจของประเทศด้วยว่า จีนได้เปิดประเทศสู่โลกภายนอกในทศวรรษที่ ๗๐ ได้พัฒนาก้าวสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่งคั่งพอควร เศรษฐกิจพัฒนาขึ้นด้วยความรวดเร็ว จากการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ สมัยที่ ๙ ได้กำหนดแผนพัฒนา ๕ ปี ฉบับที่ ๑๐ โดยกำหนดเป้าหมายให้เศรษฐกิจในศตวรรษที่ ๒๑ เติบโตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจาก ๑ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เพิ่มขึ้นเป็น ๒ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ระบบเศรษฐกิจจีนเป็นแบบตลาดสังคมนิยม
มุ่งหมายให้ประชาชน มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น จีนมีนโยบายควบคุมรายจ่าย ในด้านการป้องกันประเทศ โดยการลดกำลังพลลง ๑.๕ ล้านคน สำหรับปีนี้ได้เพิ่มรายจ่ายด้านป้องกันประเทศขึ้น ๑๗.๗% จากปีก่อน ในส่วนของค่าเงินเดือน และระบบการป้องกันประเทศในยุคสมัยไฮเทค
เรื่องการประสานสัมพันธ์ต่อกันของกองทัพทั้งสอง และที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต เช่น การฝึกศึกษาการจัดหาสิ่งอุปกรณ์ และอาวุธยุทโธปกรณ์ การซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ที่มีใช้อยู่แล้ว และเรื่องอื่น ๆ จะได้มีการวางแผนล่วงหน้าไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพ ของทั้งสองประเทศ
๒. ฝ่ายไทยเสนอขอเงินกู้จากรัฐบาลจีน ในวงเงินไม่เกิน ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ สำหรับการจัดหาสิ่งอุปกรณ์ และชิ้นส่วนซ่อม ในการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทย โดยขอระยะเวลาปลอดหนี้ ๕ ปี ต่อจากนั้นผ่อนชำระเป็น ๕ งวด ๆ ละปี หรือจะเป็นการขอชำระด้วยสินค้าด้านการเกษตร ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Comission of Scienec, Technology and Industry for National Defense: COSTIND) ได้รับไปพิจารณาดำเนินการ
COSTIND เป็นหน่วยงานเทียบเท่ากระทรวง มีหน้าที่ควบคุมกิจการด้านการวิจัยและการผลิต วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศ, เสนอแนะคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการทหารกลาง ในการกำหนดนโยบาย ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, การอนุมัติโครงการผลิต และการค้าด้านอาวุธและยุทโธปกรณ์ และดูแลกิจการด้านดาวเทียมของประเทศ
๓. รมว.กห. ไทยกล่าวเชิญกองทัพจีน เข้าร่วมสังเกตการณ์ฝึกครอบร้าโกลด์ เพื่อความเข้าใจการฝึกของไทยกับมิตรประเทศต่าง ๆ ครอบร้ โกลด์ เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างสรรค์สันติภาพ ไม่ใช่เพื่อแสดงกำลังทางทหาร การฝึกครอบร้าโกลด์ เป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยได้กระทำมานาน ๒๐ ปีแล้ว ซึ่งฝ่ายจีนขอรับไว้พิจารณา

๔. เรื่องอื่น ๆ
- รัฐบาลไทยจะขอหมีแพนด้าในฐานะทูตสัมพันธไมตรีเพื่อประชาชนชาวไทยได้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีน - ไทย
- ฝ่ายจีนกล่าวถึงลัทธิ ฟาหลุนกง ซึ่งเป็นลัทธิที่คุกคามต่อความสงบสุขของสังคมจีน